การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีประกัน มาตรา 95 และ 110 คำพิพากษาฎีกาที่ 7732/2552
มาตรา 95 การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีประกัน
มาตรา 95 ให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าหนี้มีประกันว่าจะไม่ขอรับชำระหนี้ก็ได้ แต่การที่เจ้าหนี้มีประกันไม่ขอรับชำระหนี้ก็จะมีสิทธิเฉพาะทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น เจ้าหนี้มีประกันต้องประเมินราคาทรัพย์หลักประกันดูว่าคุ้มหนี้หรือไม่ ถ้าราคาทรัพย์ที่เป็นหลักประกันท่วมหนี้ก็ไม่ต้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยใช้สิทธิตามมาตรา 95 แต่ถ้าราคาทรัพย์สินไม่ท่วมหรือไม่คุ้มหนี้แล้วเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้ขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะเสียหาย หนี้ส่วนที่ขาดนั้นบังคับไม่ได้
สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขอรับชำระหนี้ก็ยังคงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์
ข้อสังเกต ตัวบทใช้คำว่าเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยเน้นเรื่องเวลา ต่างจากมาตรา 94 ซึ่งใช้คำว่าก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
เจ้าหนี้มีประกันซึ่งไม่ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย มีช่องทางที่จะได้รับชำระหนี้คืน ดังนี้ 1. ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเพื่อบังคับแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ 2. ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายนำเงินมาชำระหนี้
ในกรณีขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายนำเงินมาชำระหนี้นั้นเป็นการที่ยืมมือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันออกขายนำเงินมาชำระหนี้ ดังนี้ ถ้าขายหลักประกันแล้วยังไม่คุ้มหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันเลย กองทรัพย์สินย่อมไม่ได้ประโยชน์อันใด กรณีอย่างนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่ดำเนินการให้ เจ้าหนี้มีประกันไปร้องศาลว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ดำเนินการให้ เจ้าหนี้มีประกันไปร้องศาลว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการให้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 95 มิได้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการตามที่เจ้าหนี้มีประกันขอให้ยึดและขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเสมอไป
คำพิพากษาฎีกาที่ 7732/2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม การที่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดไว้ ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่ผู้ร้องก็ยังมิสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ในหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้
ข้อสังเกต
มาตรา 110 วรรคสาม บัญญัติว่า “บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือถึงการที่ผู้ใดได้ชำระเงินโดยสุจริตแก่ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล หรือถึงความสมบูรณ์แห่งการซื้อโดยสุจริตในการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาล” กรณีตามมาตรา 110 วรรคสาม ต่างจากมาตรา 95 กล่าวคือ กรณีตามมาตรา 110 วรรคสาม นั้น เจ้าหนี้มีประกันได้ดำเนินการบังคับแก่หลักประกันค้างอยู่ เช่น ฟ้องบังคับจำนองคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาก็ดี หรือคดีอยู่ในชั้นบังคับคดีก็ดี แม้การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าหนี้มีประกันจะยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ กฎหมายมาตรา 110 วรรคสาม บัญญัติยกเว้นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้อำนาจตามมาตรา 112 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์จำนองที่อยู่ระหว่างบังคับคดีมาไว้ในคดีล้มละลายไม่ได้ (เพื่อความเข้าใจดูประกอบมาตรา 110 วรรคแรกด้วย)
|