หัวข้อ : บันทึกท้ายฏีกา ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ (ท้ายฎีกา 659/2532)
หมวดหมู่ : รวมคำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ (ฎีกา 5ดาว)






บันทึกท้ายฏีกา ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ (ท้ายฎีกา 659/2532)

(1) เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในทางอาญา
หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า causation นั้น ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 63 เพียงมาตราเดียวว่า "ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้" หลักในมาตรา 63 นี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ผลธรรมดา"แต่จะใช้ห...ลัก "ผลธรรมดา" นี้ วินิจฉัยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลได้เฉพาะกรณีที่ผลนั้นทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเท่านั้นจะไปใช้ในกรณีอื่น ๆ ไม่ได้ ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นโดยทั่วไปแล้วก็คือ ผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาในตอนแรกของผู้กระทำ เช่น แดงโกรธดำ แดงชกดำที่ใบหน้า ขณะที่แดงชกดำนั้นแดงมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายดำตามมาตรา 295 เท่านั้น ปรากฏว่า
ดำถูกชกตาบวม อีกสิบวันต่อมาตาบอด ซึ่งเป็นอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 และเป็นผลทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น เพราะโทษตามมาตรา 297 หนักกว่า 295 กรณีเช่นนี้แดงจะมีความผิดตามมาตรา 297 ก็ต่อเมื่อการที่ดำตาบอดนั้นเป็น "ผลธรรมดา"หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง แดงโกรธดำ เมื่อแดงทราบว่าดำปิดบ้านทิ้งไว้และเดินทางไปต่างประเทศ แดงจึงลอบวางเพลิงเผาบ้านของดำขณะที่แดงจุดไฟเผาบ้านของดำ แดงมีเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นความผิดตามมาตรา 218 ปรากฏว่าขาวซึ่งดำมอบหมายให้นอนอยู่ในห้องใต้ดินเพื่อดูแลบ้าน ถูกไฟคลอกตายเช่นนี้แดงไม่มีเจตนาทำให้ขาวตาย เพราะแดงไม่รู้ว่าขาวนอนอยู่ในบ้าน เมื่อไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา (มาตรา 59 วรรค 3) การที่ขาวตายมีมาตรา 224วรรคแรกบัญญัติไว้ ซึ่งโทษหนักกว่ามาตรา 218 เช่นนี้แดงจะต้องรับผิดตามมาตรา 224 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ว่าการที่ขาวตายอันเป็นผลที่แดงไม่มีเจตนาในตอนแรกเลยนั้นเป็น "ผลธรรมดา" หรือไม่ หากเป็นผลธรรมดาก็มีความผิดตามมาตรา 224 หากไม่ใช่ผลธรรมดาแดงก็มีความผิดเพียงมาตรา 218
มีข้อสังเกตว่า หากผู้กระทำมีเจตนาจะให้ผลนั้นเกิดตั้งแต่แรก ในที่สุด
ผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช่ผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น จึงไม่ต้องใช้หลัก
"ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 เช่น แดงต้องการฆ่าดำ แดงใช้ปืนยิงดำ ดำถูกยิงมีบาดแผลเล็กน้อยแต่ดำรักษาบาดแผลไม่ดีอีกสามเดือนต่อมาดำตายเพราะแผลที่รักษาไม่ดีนั้นเน่าเป็นพิษ เช่นนี้ความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะขณะที่แดงยิงดำในตอนแรก แดงก็มีเจตนาจะให้ดำตาย ในที่สุดดำก็ตายสมเจตนาของแดง ในกรณีเช่นนี้เมื่อความตายของดำไม่ใช่ผลที่ทำให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้นผลการวินิจฉัยความผิดของแดงจึงไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 แต่จะใช้หลักใดนั้นจะได้กล่าวต่อไป
หลักสากลในการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
ของการกระทำในทางอาญานั้น คือ "ผลโดยตรง" ซึ่งก็ได้แก่ผลตาม "ทฤษฎีเงื่อนไข" นั่นเอง ทฤษฎีเงื่อนไขมีสาระสำคัญว่า "ถ้าไม่มีการกระทำผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น แม้จะต้องมีเหตุอื่น ๆ ในการก่อให้เกิดผลนั้นขึ้นด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการกระทำนั้น ผลก็ยังเกิด
เช่นนี้จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้นไม่ได้" คำว่า"การกระทำ" ในที่นี้หมายถึงการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ๆ เช่น มาตรา 288 ก็ต้องหมายถึงการฆ่าโดยเจตนา มาตรา 291 ก็หมายถึงการทำให้ตายโดยประมาท แม้ศาลฎีกาจะไม่เคยใช้คำว่า "ทฤษฎีเงื่อนไข" แต่ก็ใช้คำว่า "ผลโดยตรง" ในคำพิพากษาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่534/2511 น. 695 ศาลฎีกากล่าวว่าการตายและบาดเจ็บสาหัสย่อมเป็น"ผลโดยตรง" จากความประมาทของจำเลยที่ 2 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 291 ผลโดยตรงที่ศาลฎีกากล่าวถึงนี้ก็คือ ผลตามทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ไม่มีบทบัญญัติในเรื่อง "ผลโดยตรง"ตามทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งก็เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคำอธิบายในตำรา และการวินิจฉัยของศาล จะมีก็แต่บางประเทศเท่านั้นเช่น อิตาลี ที่บัญญัติไว้แน่ชัดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 40 มีสาระสำคัญว่าบุคคลไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น ถ้าผลนั้นไม่ใช่ผลจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตน
ในบางกรณีแม้ผลในบั้นปลายจะเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของผู้กระทำ
ตามทฤษฎีเงื่อนไข ก็จะด่วนวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำทันทีไม่ได้ กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดคือ มาตรา 63 กล่าวคือ ถ้าผลของการกระทำความผิดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นผลนั้นจะต้องเป็น "ผลธรรมดา" ซึ่งก็หมายความว่า จะเป็น"ผลโดยตรง" แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จะต้องเป็น"ผลธรรมดา" ด้วย "ผลธรรมดา" นี้ คือผลตามทฤษฎี "เหตุที่เหมาะสม"ซึ่งนักนิติศาสตร์ต่างประเทศได้คิดค้นขึ้นเพื่อลดความแข็งกระด้างของการใช้หลัก "ผลโดยตรง" และทำให้เกิดความเนธรรมแก่ผู้กระทำมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น
แดงโกรธดำจึงลอบวางเพลิงเผาโกดังเก็บสินค้าของดำที่ปล่อยทิ้งไว้ในที่รกร้าง ปรากฏว่าขาวซึ่งแอบมานอนหลับอยู่ในโกดังร้างนั้นโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟคลอกตายเช่นนี้ แม้ความตายของขาวจะเป็นผลโดยตรงจากการวางเพลิงของแดงแต่แดงก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 224 เพราะความตายของขาวไม่ใช่ "ผลธรรมดา" แดงคงรับผิดตามมาตรา 218 เท่านั้น ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม มีหลักในการพิจารณาคือดูว่าเหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอ
ตามปกติที่จะเกิดผลขึ้นหรือไม่หากเพียงพอก็ต้องรับผิดในผล หากไม่เพียงพอก็ไม่ต้องรับผิดในผลนั้น "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 คือผลตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง
"ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 นั้น หมายถึงผลที่ ผู้กระทำสามารถ"คาดเห็น"
ความเป็นไปได้ของผลนั้น ซึ่งใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน"เป็นหลักในการวินิจฉัย การ "คาดเห็น"
นี้ไม่ใช่ "เจตนาเล็งเห็นผล"ตามมาตรา 59 ผู้กระทำอาจ "คาดเห็น" โดยไม่ "เล็งเห็นผล" ก็ได้
เช่น ตัวอย่างแรกที่แดงเผาบ้านของดำและขาวซึ่งนอนอยู่ในห้องใต้ดินโดยที่แดงไม่รู้ ถูกไฟ
คลอกตาย แดงไม่รู้ก็ถือว่าแดงไม่มีเจตนาฆ่าขาว ทั้งประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผล (มาตรา 59 วรรค 3) แต่คงต้องถือว่าแดง "คาดเห็น" ผลได้ เพราะเป็นการเผาบ้าน การที่ขาวซึ่งนอนในห้องใต้ดินถูกไฟคลอกตาย คงต้องถือว่าเป็น "ผลธรรมดา"แดงจึงมีความผิดตาม มาตรา 224 วรรคแรก
มาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" วินิจฉัยความ
สัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล เช่น มาตรา 224, 238,280, 297, 302, 303, 308, 310, 313,
336, 339, 340
ได้กล่าวแล้วว่าหลัก "ผลธรรมดา" นั้นใช้ได้ในกรณีที่ผลบั้นปลายเกิดขึ้นนอกเหนือ
เจตนาของผู้กระทำในตอนแรกส่วนกรณีที่ผู้กระทำมีเจตนาในผลนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในตอนแรกอยู่แล้ว และในที่สุดผลนั้นก็เกิดขึ้น เช่นนี้ไม่ใช้หลัก "ผลธรรมดา" แต่ให้ใช้หลัก"ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไขนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมี"เหตุแทรกแซง" เกิดขึ้นซึ่งวิญญูชน "คาดหมายได้" ผู้กระทำก็ต้องรับผิดในผลโดยตรงนั้น (เหตุแทรกแซงที่ "คาดหมายได้" คือเหตุตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมนั่นเอง) แต่ถ้า "คาดหมายไม่ได้" ก็ไม่ต้องรับผิดในผลโดยตรงบั้นปลาย แต่รับผิดเพียง
เท่าที่กระทำไปแล้วก่อนเกิด "เหตุแทรกแซง" นั้น "เหตุแทรกแซง" หมายถึง (1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหม่หลังจากการกระทำของผู้กระทำ และ

(2) เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในบั้นป
ลายขึ้นโดยตรง
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ คือ การรักษาบาดแผลไม่ดี เช่น แดงใช้ปืนยิงดำโดยมีเจตนาฆ่า ดำหลบทันกระสุนถูกร่างกายมีบาดแผลเล็กน้อย ดำรักษาบาดแผลไม่ดีแผลเน่าเป็นพิษอีกสามเดือนต่อมาดำตาย เช่นนี้การที่ดำรักษาบาดแผลไม่ดีเป็นเหตุแทรกแซง ซึ่ง "คาดหมายได้" แดงจึงต้องรับผิดในความตายของดำ คำพิพากษาของศาลต่างประเทศและศาลไทยต่างก็ถือว่าผู้กระทำ
ต้องรับผิดในผลบั้นปลาย แม้จะเกิดจากการที่ผู้เสียหายรักษาบาดแผลไม่ดีก็ตาม
"เหตุแทรกแซง" มีหลายกรณีเช่น เหตุแทรกแซงจากเหตุการณ์ธรรมชาติจากการ
กระทำของผู้เสียหาย จากการกระทำของจำเลย จากการกระทำของบุคคลที่สาม
ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ คงต้องถือว่าความตายเป็นผลโดยตรง ตามทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้าจำเลยไม่ทำร้าย ก็ไม่มีบาดแผลก็ไม่ต้องรักษา และก็ไม่มีการดึงเครื่องช่วยหายใจ และก็ไม่ตาย ความตายจึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของจำเลย แต่ถึงแม้จะเป็น "ผลโดยตรง" จะวินิจฉัยทันทีว่าจำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 ยังไม่ได้ ต้องดูต่อไปว่าจะต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 หรือไม่ ซึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า
ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้หลัก "ผลธรรมดา" เพราะขณะจำเลยทำร้ายจำเลยมีเจตนาฆ่าอยู่แล้ว ในที่สุดผู้ถูกทำร้ายก็ตายสมเจตาของจำเลย จะถือว่าเป็นผลที่ทำให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือจะถือว่ามาตรา 288 เป็นบทหนักของมาตรา 288, 80 ตามความหมายของมาตรา 63 ไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้เมื่อไม่ใช่หลักผลธรรมดาตามมาตรา 63 ก็ต้องดูต่อไปว่าความตายเกิดเพราะ
อะไรข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าความตายเกิดเพราะญาติดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจและพากลับบ้าน การกระทำของญาตินี้ถือว่าเป็นเหตุแทรกแซงเพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากที่จำเลยทำร้ายและเป็นเหตุที่ทำให้ตาย (เพราะหากอยู่โรงพยาบาลรักษาต่อไปก็จะไม่ตาย)เมื่อจับประเด็นได้แล้วว่า การกระทำของญาติเป็น"เหตุแทรกแซง" ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ เหตุแทรกแซง ดังกล่าว "คาดหมาย" ได้หรือไม่ หากความตายเกิดเพราะแพทย์ประมาทรักษาบาดแผลที่ถูกทำร้ายไม่ดี ทำให้คนไข้ตาย ศาลต่างประเทศตัดสินว่าการกระทำโดยประมาทของแพทย์ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติธรรมดาถึงขนาดที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของจำเลยในตอนแรกออกจากผลคือความตายจำเลยจึงต้องรับผิดกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเหตุแทรกแซงดังกล่าวคือการรักษาคนไข้โดยประมาทของ
แพทย์นั้นเป็นสิ่งที่ "คาดหมายได้"นั่นเอง ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ ญาติผู้ตายควรที่จะปล่อยให้การรักษาพยาบาลอยู่ในความดูแลของแพทย์ซึ่งหากผู้ตายรักษาพยาบาลด้วยวิธีการของแพทย์ดังกล่าวต่อไปก็จะไม่ตาย แต่ญาติกลับดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจ และยังนำผู้ตายกลับบ้านคงจะพอถือได้แล้วว่าเป็น"เหตุแทรกแซง ที่ไม่อาจคาดหมายได้"ซึ่งทำให้ความตายไม่สัมพันธ์กับการกระทำของจำเลย จำเลยจึงรับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปก่อนเกิดเหตุแทรกแซง คือพยายามฆ่าเท่านั้นมีข้อที่น่าสังเกตว่า ผู้ตายกำลังป่วยหนักไม่ได้เอาเครื่องช่วยออกด้วยตนเอง จึงไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาว่าผู้ตาย
ไม่ต้องการรักษาหรือไม่ ในต่างประเทศเคยมีคดีที่ผู้ถูกทำร้ายไม่ยอมให้แพทย์ตัดขาเพื่อกันการแพร่กระจายของเชื้อแกงกรีน ต่อมาจึงตายเพราะเชื้อแกงกรีนนั้น เช่นนี้ ผู้ทำร้ายต้องรับผิดในความตาย หากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดว่า ผู้ตายสั่งให้ญาติเอาเครื่องช่วยหายใจออก และขอไปรักษาตัวที่บ้าน ผลอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ผู้บันทึกเห็นด้วยที่ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดเพียงฐานพยายามฆ่า อย่างไรก็ตามผู้บันทึกเห็นว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ตามทฤษฎีเงื่อนไขจากการกระทำของจำเลย เพราะถ้าจำเลยไม่ทำร้ายในตอนแรกผู้ตายก็จะไม่ตายในที่สุด จึงต้องถือว่าความตายเป็น "ผลโดยตรง" ของการทำร้ายนั่นเอง แต่ถึงกระนั้นจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในความตายเพราะการกระทำของบุคคล
ที่สามคือญาติ เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายไม่ได้ เหตุแทรกแซงเช่นนี้จึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างความตายในบั้นปลายออกจากการทำร้ายในตอนแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความตายซึ่งเป็น "ผลโดยตรง" อันเกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายไม่ได้นั้น แต่รับผิดเพียงเท่าที่กระทำไปแล้ว ก่อนเกิดเหตุแทรกแซงกล่าวคือพยายามฆ่า มีข้อสังเกตว่า ศาลฎีกาใช้คำว่าความตาย "หาใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่" ซึ่งก็คงหมายความว่าความตายไม่ใช่ "ผลโดยตรง" จากการกระทำของจำเลย ที่ศาลฎีกากล่าวเช่นนี้อาจเป็นเพราะกรณีใดที่จะให้
จำเลยต้องรับผิดในผลบั้นปลาย ก็จะใช้คำว่า "ผลโดยตรง" ด้วยเหตุนี้หากจะไม่ให้จำเลยต้องรับผิดในผลบั้นปลายเช่นในคดีนี้ ก็ใช้ถ้อยคำว่าไม่ใช่ "ผลโดยตรง"
การที่ศาลฎีกาไม่ได้นำหลัก "ผลธรรมดา" ตามมาตรา 63 เข้ามาใช้ในการตัดสินคดี
นี้นับว่าถูกต้องอย่างยิ่งเพราะความตายไม่ใช่ผลที่ทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากจำเลยมีเจตนาให้ตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 63 เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2528 ข้อเท็จจริงว่าผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และตายหลังจากถูกยิง 9 เดือน ความตายเกิดจากบาดแผลที่ถูกยิง ซึ่งผู้ตายรักษาตัวไม่ดีจนแผลติดเชื้อ ศาลฎีกาตัดสินให้จำเลยรับผิดในความตายโดยให้เหตุผลว่า ความตาย "เป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลย" แลดูประหนึ่งว่าเป็นการใช้หลักผลธรรมดาตามมาตรา 63 ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของมาตรา 63 เพราะขณะยิงจำเลยก็เจตนาจะให้ผู้ถูกยิงตาย ในที่สุดผุ้ถูกยิงก็ตายสมเจตนาของจำเลยเมื่อไม่อยู่ในข่ายของมาตรา 63 จึงไม่ต้องพิจารณาหลัก"ผลธรรมดา" แต่
ให้ดูว่าความตายอันเป็น "ผลโดยตรง" นั้นเกิดจากเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้หรือไม่ การที่ผู้เสียหายรักษาบาดแผลไม่ดีต้องถือว่าคาดหมายได้ จำเลยจึงต้องรับผิดในความตาย คำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2528 จึงควรที่จะให้เหตุผลในทำนองว่า"จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 288 เพราะความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย" ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่าจะไปใช้หลักผลธรรมดา ผู้ที่จะต้องรับผิดในความตายตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้คือญาติผู้ตาย หากมีเจตนาฆ่า(แม้จะโดยเหตุจูงใจเพื่อช่วยให้ผู้ตายพ้นจากความทรมานอันเข้าลักษณะ mercy killing) ก็มีความผิดตามมาตรา 288 หากไม่เจตนาฆ่าก็ต้องถือว่าทำให้คนตายโดยประมาทตามมาตรา 291 ความตายที่เกิดขึ้นเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำของญาติตามที่ศาลฎีกากล่าวไว้ ในกรณีเช่นนี้ไม่มี "เหตุแทรกแซง" ใด ๆ เพราะหลังจากที่ญาติถอดเครื่องช่วยหายใจ และพากลับบ้านในช่วงนี้ไม่มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ ใด ๆ เกิดขึ้นอันจะถือได้ว่าเป็น "เหตุแทรกแซง" จึงไม่ต้องพิจารณาว่าจะคาดหมายได้หรือไม่ ความตายที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น จึงเป็น "ผลโดยตรง" จากการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทแล้วแต่กรณีของญาตินั่นเอง (2) เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลรวมทั้งศาลไทยด้วยที่ถือทฤษฎี"ผลโดยตรง" หรือ "ทฤษฎีเงื่อนไข" เป็นหลักในการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในความผิดอาญา ฉะนั้นหลักที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้จึงมีเพียงว่า จำเลยมีเจตนาหรือเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนเองและผลได้เกิดขึ้นตามนั้นหรือไม่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายอายุ 90 ปี มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวทั่วร่างกายกับมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 3 เซนติเมตรลึกประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวคิ้วซ้ายยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ
1 เซนติเมตร กระดูกขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงร้าว 2 ซี่โดยจำเลยใช้ของแข็งตีทำร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า ดังนี้จะเห็นได้ว่า บาดแผลต่าง ๆ ที่ปรากฏนั้น เป็นบาดแผลฉกรรจ์ถึงตาย หากแพทย์ไม่ช่วยไว้ด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจและผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดของผู้ตายเพราะมีลมรั่วจากทางเดินหายใจ ผลจากการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสถึงตายได้ดังที่จำเลยเจตนา ซึ่งในที่สุดผู้ตายก็ถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยอีก การที่มีเหตุแทรกแซงที่นายแพทย์พยายามช่วยชีวิตด้วยวิทยาการก้าวหน้าจนสำเร็จในระยะแรก
ซึ่งหากสำเร็จจนหายปกติ จำเลยคงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้ตายเท่านั้นเพราะการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลและไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่คดีนี้การช่วยชีวิตไม่ประสบความสำเร็จแม้ไม่ใช่เพราะความไม่สามารถของแพทย์ แต่เพราะญาติผู้ตายดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออกจากตัวผู้ตาย ด้วยเหตุผู้ตายคิดว่าตนจะต้องตายและญาติจะให้ผู้ตายไปตายที่บ้าน เมื่อไม่ปรากฏว่าญาติกระทำโดยเจตนาเพื่อฆ่าผู้ตาย หากแต่กระทำไปเพราะเชื่อว่า
ผู้ตายจะต้องตายในที่สุดดังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของจำเลยกับผลของการกระทำคือความตายจึงไม่ขาดตอนจำเลยจึงต้องรับผลอันนั้นและมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาอันเป็นความผิดสำเร็จสมเจตนาของจำเลย ส่วนการกระทำของญาตินั้นไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายเกิดจากบาดแผลที่จำเลยทำร้ายเอานั้น ญาติผู้ตายเพียงแต่ไม่ยอมให้แพทย์แสดงความสามารถโดยตลอดที่จะบรรเทาผลร้ายจากการกระทำของจำเลยเพื่อให้ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าแพทย์จะทำสำเร็จเพียงใด อาจเพียงทำให้
การตายบังเกิดเนิ่นช้าออกไปเท่านั้นก็ได้ ความไม่แน่นอนมีดังนี้ แม้พยานแพทย์เบิกความยืนยันว่าหากผู้ตายอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว โอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูงก็ตามก็เป็นเพียงพยานความเห็น เมื่อผู้ตายมีอายุถึง 90 ปี ความไม่แน่นอนในความสำเร็จในการรักษาก็มีสูงเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลขาดตอนแต่อย่างใด ส่วนการกระทำของญาติผู้ตายจะมีความผิดทางอาญาอย่างไรหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่อง
หนึ่งต่างหาก




บันทึกท้ายฏีกา ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ (ท้ายฎีกา 659/2532) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3846 ครั้ง
ลงวันที่ 29/01/2014 22:10:31





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน