หัวข้อข่าวสาร : เมื่อถูกตัดสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา! ใครรับผิดชอบ นศ. ป.โท กฎหมาย ถูกตัดสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (ชมคลิป)
หมวดหมู่ : ข่าวกฎหมาย






ลำดับเหตุการณ์ ก.ต. เพิกถอนสิทธิ์ นศ. ป.โท คณะนิติศาสตร์ ไม่มีสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

25 ส.ค. 57   ที่ประชุม ก.ต. มีมติเพิกถอนและไม่รับรอง 7 สถาบันการศึกษา
ที่เปิดหลักสูตร ป.โท ด้านนิติศาสตร์ ส่งผลให้นักศึกษาที่ยื่นใบสมัครข้อสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา หมดสิทธิ์เข้าสอบ

30 ส.ค. 57 ศิษย์เก่ารุ่น 1 - 5 หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ม.บูรพาออกแถลงหลักสูตรได้มาตราฐาน สกอ. 
แต่มีข้อจำกัดของคุณสมบัติอาจารย์ประจำหลักสูตร 

3 ก.ย. 57  ที่ประชุม ก.ต. มีมติยืนยันไม่รับรองและเพิกถอนหลักสูตร ป.โท นิติศาสตร์ 6 สถาบัน
ม. เกษมบัณฑิต เป็นเพียงมหาวิทยาลัยเดียวที่อุทธรณ์ฟังขึ้น ไม่ถูกตัดสิทธิ์

4 ก.ย. 57 กกอ. นำวาระ ก.ต. เพิกถอนหลักสูตร ป.โท นิติศาสตร์ เข้าพิจารณา
แต่เมื่อผู้สื่อโทรไปสอบถามถึงมติที่ประชุมยังไม่มีรายงานการประชุม

ก.ต. คือ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
กกอ. คือ คณะกรรมการการอุดมศึกษา
สกอ. คือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 

 



หลังจากที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)มีมติที่ประชุมครั้งที่19/2557เมื่อวันที่25สิงหาคมที่ผ่านมาเรื่องไม่เห็นชอบรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัย 4 แห่ง (เป็นมหาวิทยาลัยที่ยังไม่เคยขอรับรองจาก ก.ต. แต่มีมหาบัณฑิตที่เรียนจบ แล้วไปสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา) ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
2. มหาวิทยาลัยสยาม
3. มหาวิทยาลัยบูรพา
4. มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

รวมทั้งให้เพิกถอนการรับรองหลักสูตรปริญญาโททางในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัย 3 แห่ง (เป็นมหาวิทยาลัยที่อาจจะยังไม่มีบัณฑิตเรียนจบ แต่ขอยื่นเรื่องให้ ก.ต. รับรองก่อน) ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยตาปี
2. มหาวิทยาลัยปทุมธานี
3. มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

กรณี ก.ต.ไม่เห็นชอบหรือเพิกถอนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการที่หลักสูตรได้มีหรือไม่มีคุณภาพ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ นิสิตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ทั้ง 6 สถาบัน จะไม่สามารถมีสิทธิ์สอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 - 7 กันยายนนี้ แต่ยังสามารถได้ปริญญาโทเหมือนหลักสูตรทั่วไป ล่าสุดช่วงบ่ายวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ก.ต. มีมติยืนยันมติเดิมที่ไม่รับรองและเพิกถอนมหาวิทยาลัยดังกล่าว ยกเว้นมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ที่ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของผู้อำนวยการหลักสูตร ที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตรจารย์ซึ่งเข้าคุณสมบัติ ตามประกาศกระทรวงศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2548 

 



ซึ่งรองศาสตราจารย์ มานิตย์ จุมปา รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำให้นิสิตนักศึกษาที่ต้องการสอบเป็นผู้พิพากษาในอนาคตให้ตรวจสอบว่า หลักสูตรปริญญาโท ด้านนิติศาสตร์ที่กำลังเข้าศึกษาต่อนั้น เป็นไปตามเกณฑ์มาตราฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2548 ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระบุว่า

1. ผู้อำนวยการหลักสูตร ต้องมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์

2. อาจารย์ประจำหลักสูตร ต้องมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือได้ตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตรจารย์  ขึ้นไป อย่างน้อย 3 คน

3. อาจารย์ประจำหลักสูตร 3 คน ต้องเป็นอาจารย์ที่สอนประจำสถาบันนั้น ไม่ใช่อาจารย์พิเศษ 
(ซึ่ง ก.ต. อาจจะตีความว่าอาจารย์ประจำหลักสูตร คือ อาจารย์ที่ต้องอยู่ประจำสถาบันนั้นๆ)


 



ซึ่งเรื่องนี้นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องเริ่มต้นจากการที่นิสิตนักศึกษาที่สนใจสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาในปีนี้ยื่นใบสมัครเข้ามา ก.ต. จึงทำหน้าที่ตรวจวุฒิปริญญา รวมไปถึงตรวจหลักสูตรตามมหาวิทยาลัยต้นสังกัดว่าได้มาตรฐานเกณฑ์ที่ สกอ. กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงหรือไม่ ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่ได้มีมาตรฐานตรงกับที่กำหนดไว้ จึงเป็นที่มาของการ ไม่รับรองหลักสูตร  ส่วนกรณีเพิกถอนนั้นเกิดจากมหาวิทยาลัยนั้นยื่นหลักสูตรให้ก.ต. ตรวจสอบ เพื่อให้รับรองนักศึกษาที่เรียนจบสามารถไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ซึ่งก.ต. ก็ต้องกลับไปย้อนดูหลักเกณฑ์ที่มาตรฐานหลักสูตรปริญญาโทที่ สกอ. ออกไว้ว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วก.ต. ต้องมาไล่ตรวจดูทุกมหาวิทยาลัยหรือไม่ที่เข้าเกณฑ์ให้นักศึกษาได้มีสิทธิ์สอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา นายสราวุธ กล่าวว่า ก.ต. ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบทุกมหาวิทยาลัย แต่จะตรวจสอบเฉพาะผู้ที่มาสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาเท่านั้น สำหรับการตรวจมาตรฐานหลักสูตรเป็นหน้าที่ของ สกอ. และสภามหาวิทยาลัย ที่จะรับรองหลักสูตรปริญญาโทใดหรือไม่รับรอง แต่ก.ต. เป็นเพียงหน่วยงานที่ใช้บัณฑิตเท่านั้น ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ก็ยังไม่ได้ระบุไว้ว่ามหาวิทยาลัยใดบ้างที่ก.ต. ให้การรับรองจากอดีตถึงปัจจุบัน
 
วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อไปยังนางวราภรณ์ สีหนาท รองเลขาธิการ สกอ. ผู้ดูแลหลักเกณฑ์การรับรองหลักสูตร แต่เลขานุการของนางวราภรณ์แจ้งว่าติดประชุมทั้งวัน รวมทั้งเรื่องนี้ต้องรอให้ทางรองเลขาธิการเป็นผู้ให้ข่าว รวมทั้งรอสรุปรายงานการประชุม ซึ่งมีการนำวาระเรื่อง ก.ต. เพิกถอนหลังสูตรเข้าที่ประชุม

ต่อมาวันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวจึงโทรศัพท์ไปยังสำนักเลขานุการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 สถาบันที่ ก.ต. ไม่รับรอง เพื่อสอบถามถึงมาตราการเยียวยานักศึกษาที่จบไปแล้ว จำนวนกว่า 10 คน ที่ถูกตัดสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่สำนักเลขานุการให้สัมภาษณ์ว่า บอร์ดผู้บริหารของคณะก็กำลังประชุมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถให้ข้อสรุปหรือมาตรการเยียวนิสิตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ป.โททั้งกำลังศึกษาและที่จบไปแล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ย. 57) จะมีการประชุมร่วมกันทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งผู้บริหารคณะถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 



สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาตอนนี้ นายสราวุธ กล่าวว่า ต้องให้นักศึกษาไปเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัยที่ก.ต. รับรองจึงมีสิทธิ์สมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา สอดคล้องกับความเห็นของนายมานิตย์ ที่กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ก.ต. เคยเพิกถอนสิทธิ หลักสูตรนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีระยะเวลาเรียนเพียง 4 เดือนแล้วกลับมาทำวิทยานิพนธ์หรืองานค้นคว้าอิสระ เพราะสามารถเทียบโอนหน่วยกิตปริญญาตรีมาได้ ที่ไทยแล้วจึงส่งรายงานจบตามหลักสูตร ซึ่งเป็นกรณีที่ก.ต. ไม่รับรอง และส่วนของมหาวิทยาลัย ทั้งในและต่างประเทศที่มีหลักสูตรนิติสาสตร์มหาบัณฑิตนั้น ต้องการจะให้ ก.ต. รับรองเพื่อให้นักศึกษานั้นมีสิทธิ์สอบ เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาก็สามารถทำได้ ซึ่งก.ต. ก็จะนำไปตรวจสอบให้เข้าเกณฑ์ของ สกอ. อีกครั้ง ซึ่งหลายมหาวิทยาลัย อาจจะยืมชื่ออาจารย์จากมหาวิทยาลัยหนึ่งมาเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วไม่มีอาจารย์ประจำอย่างน้อย 3 คน ก็จะขาดคุณสมบัติ หรือผู้อำนวยการหลักสูตรยังไม่จบปริญญาเอกหรือไม่มีตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ที่สกอ. ตั้งไว้ ทำให้ไม่มีสิทธิ์สอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่อง การเปิดหลักสูตรปริญญาโท ด้านนิติศาสตร์มากขึ้น เป็นเพราะอัตราการเข้าแข่งขันสูงในสนามใหญ่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือไม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่จบปริญญาตรีด้านกฎหมาย สามารถลงสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ซึ่งเมื่อปี 2556 มีผู้มีสิทธิสอบ 7,642 คน แต่มีผู้สอบได้เพียง 15 คน (หรือ อัตราส่วนสอบ 500 คนจะสอบได้ 1 คน)  สำหรับปี 2557 มีผู้มีสิทธิสอบ จํานวน 3,084 คน (รวม 7 คน เป็นมหาบัณฑิตจาก ม.เกษมบัณฑิต ที่เพิ่มเติมภายหลัง จากมติที่ประชุม วันที่ 3 ก.ย. 57)  นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน เพราะการสอบสนามใหญ่ ผู้ที่จะสมัครสอบได้ต้องจบปริญญาตรี ด้านนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต รวมทั้งมีประสบการณ์ด้านกฎหมายไม่ต่ำกว่า 2 ปี ส่วนผู้ที่สอบสนามเล็กคือสำหรับผู้ที่จบการศึกษาปริญญาโท ด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยในประเทศ  

 



ด้านรองศาสตราจารย์ มานิตย์ กล่าวว่า ผู้ที่จบกฎหมายแล้วต้องการรับราชการก็หนีไม่พ้นอาชีพอัยการหรือผู้พิพากษา เพราะเงินเดือนค่อนข้างสูงที่สุด แต่สนามสอบผู้พิพากษามี 3 สนาม คือ สนามใหญ่ ผู้มีสิทธิสอบต้องจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย จบเนติบัณฑิตไทย ว่าความหรือเป็นนิติกรไม่ต่ำกว่า 2 ปี และอายุ 25 ปี แต่โอกาสที่จะสอบได้คือ ไม่ถึง 0.25 % และสนามเล็ก ผู้มีสิทธิสอบต้องจบปริญญาตรีและโทด้านกฎหมาย ในประเทศไทย ทำงานเป็นนิติกรแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี ว่าความไม่น้อยกว่า 20 คดี มีโอกาสที่จะสอบได้เป็น 1-2 % และสุดท้ายสนามจิ๋ว คุณสมบัติเดียวกับสนามเล็กแต่ไปจบที่เมืองนอก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์สอบได้ปีแรกๆ 90 % แล้วค่อยๆ ลดลงมาเป็น 60 % ในปีหลังๆ แต่ก็ยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับสนามใหญ่และเล็ก


ต่อจากนี้ต้องรอมติที่ประชุมสกอ. วันที่ 4 กันยายน 2557 รวมทั้งมติที่ประชุมในแต่ละมหาวิทยาลัยทั้ง 6 สถาบันที่ ก.ต. ไม่รับรอง ว่าจะมีมาตรการเยียวยา นิสิต นักศึกษา ป.โท คณะนิติศาสตร์ ผู้ที่คาดหวังจะสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้อย่างไร ทั้งที่กำลังศึกษาอยู่และจบการศึกษาไปแล้ว หรือ ก.ต. อาจจะมีมติออกมาใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ตามอำนาจของ ก.ต. หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409922263&grpid=01&catid=01




เมื่อถูกตัดสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา! ใครรับผิดชอบ นศ. ป.โท กฎหมาย ถูกตัดสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (ชมคลิป) | ข่าวกฎหมาย อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
จำนวนผู้ชม : 11801 ครั้ง
ลงวันที่ 08/09/2014 05:15:05




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน