คำพิพากษาฎีกาที่ 53/2556 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยานายชาญ คุ่ยประเสริฐ ซึ่งเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรนายชาญ ต่อมานายชาญ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชาญ ต่อมา วันที่ 9 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 กับโจทก์ในราคา 4,300,000 บาท ชำระค่ามัดจำในวันทำสัญญาเป็นเงิน 200,000 บาท และตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะต้องทำ ถนนให้รถยนต์เข้าออกได้ตั้งแต่หน้าที่ดินแปลงดังกล่าวผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 55470 ของ จำเลยที่ 2 ไปจดถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลพันท้ายนรสิงห์ เมื่อทำถนนเสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากโจทก์ ผิดสัญญายอมให้จำเลยที่ 1 ริบมัดจำและให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายอม ให้โจทก์ฟ้องบังคับให้เป็นไปตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,900,000 บาท หลังจาก นั้นจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินบางส่วนไปจากโจทก์และนำไปแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รวมเป็นเงินค่ามัดจำและค่าที่ดินทั้งสิ้น 1,500,000 บาท วันที่ 18 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นถนนเข้าออกมีความกว้าง 12 เมตร ในที่โฉนดเลขที่ 55470 อัน เป็นการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แก่โจทก์ โจทก์ไปทำการตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงทราบว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งสี่ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางหยกศรี บุญยิ่งยงค์ การกระทำ ของจำเลยทั้งสี่เป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่ต้องคืนเงินค่ามัดจำที่ดินรวมทั้งค่าปรับ เป็นเงิน 3,400,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ แล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 3,400,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่ามัดจำและค่าที่ดินเป็นเงิน 400,000 บาท ในการรับเงินจากโจทก์แต่ละครั้ง โจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 หรือ 30 แล้วนำมาทบเข้ากับเงินที่ได้รับ โดยให้จำเลยที่ 1 เขียนและลงลายมือชื่อไว้ ค่าปรับตามที่ตกลง กันไว้ในสัญญาเป็นเงิน 900,000 บาท แต่โจทก์เขียนตัวเลขเพิ่มเองเป็น 1,900,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ให้ความยินยอม ทายาทอื่นยกที่ดิน พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยที่ 1 ขาย ที่ดินได้สะดวก มิได้จดทะเบียนเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เคยตกลงทำสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินและไม่ได้รับเงินจากโจทก์ โจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทำสัญญาซื้อขาย กันจริง ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับจากการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ไม่ผูกพันทายาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น มิได้ให้ ความยินยอมในการจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทด้วย การจดทะเบียนภาระจำยอมของจำเลยที่ 2 มิได้กระทำเพื่อให้เป็นการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์กำหนด ระยะเวลาให้น้อยเกินไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้จะรับผิดก็ไม่เกินกว่าทรัพย์ มรดก ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 4 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ไม่เคยรู้เห็นในการทำสัญญาและมิได้รับเงินจากโจทก์ จะเลยที่ 4 มิได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดย กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียม ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสี่ ไม่จำต้องร่วมรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายชาญ คุ่ยประเสริฐ ผู้ตาย ที่ตกทอดได้แก่จำเลย ทั้งสี่ กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่า ขึ้นศาลให้ใช้เทนเท่ากับทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ฎีกา โต้แย้งฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยานายชาญ คุ่ยประเสริฐ มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 นายชาญถึงแก่ความตายและมีทรัพย์มรดกเป็น ที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชาญ หลังจากนั้นวันที่ 9 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ตกลงจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 4,300,000 บาท โดยจะทำถนนตั้งแต่หน้าที่ดินที่จะขายผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 ไปจดถนน ขององค์การบริหารส่วนตำบลพันท้ายนรสิงห์ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ ได้ชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วรวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของจำเลยที่ 2 เรื่อง ทางเดินรถยนต์ ทางระบายน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 แล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยจดทะเบียนขายที่โฉนดเลขที่ 55468 ดังกล่าวให้แก่ นางหยกศรี บุญยิ่งยงค์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลย ที่ 2 ถึงที่ 4 อ้างว่า ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลง แบ่งมรดกกับจำเลยที่ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 สละสิทธิในทรัพย์มรดกอื่นของนายชาญตามสัญญาตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท เอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 และทำสัญญา จะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 ในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ทำในฐานะผู้จัดการมรดก ที่จะผูกพัน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาท เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะมีนายณัฐวุฒิ แท่นนิล เป็น พยานเบิกความสนับสนุนว่า สัญญาตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทเอกสารหมาย ล.2 ทำขึ้นก่อนสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 ก็ตาม แต่ปรากกว่าหลังจากที่อ้างว่ามีการ สัญญาตกลงแบ่งปันมรดกระหว่างทายาทเอกสารหมาย ล.2 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ไปจด ทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 55486 เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาเมื่อนายสมควร ทั่งทอง พยานโจทก์พาจำเลยที่ 2 ไปจด ทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของจำเลยที่ 2 เรื่องทางเดินรถยนต์ ทางระบายน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 จำเลยที่ 1 ยอมรับ ประโยชน์ภาระจำยอมในฐานะผู้จัดการมรดกตามบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม บางส่วนเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรู้เห็นแต่ก็ไม่ได้ทักท้วง และหลังจาก จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์และนายสมควรไปติดต่อเรียกร้องค่าเสียหาย ก็ไม่ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กล่าวอ้างปฏิเสธความรับผิดว่ามีการตกลงแบ่งมรดกยกที่ดิน โฉนดเลขที่ 55468 ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตามสัญญาตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่าง ทายาทเอกสารหมาย ล.2 แต่อย่างใด ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าสัญญาตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ระหว่างทายาทเอกสารหมาย ล.2 ทำขึ้นก่อนสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 เมื่อได้ ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ก่อนถึงแก่ความตายนายชาญกู้ยืมเงินประมาณ 1,500,000 บาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 เป็น ประกันการชำระหนี้ และยังไม่ได้มีการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมี หน้าที่ต้องจัดการชำระหนี้ เมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนมาก ประกอบกับตามคำเบิกความของ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่มีรายได้มากพอที่จะรวบรวมเงินไปชำระหนี้ได้ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 55468 เพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตามที่โจทก์และนายสมควรเบิกความ การ ที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์ จึงเป็นการกระทำภายใน ขอบอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทย่อมมีความผูกพัน ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 ต่อโจทก์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงต้อง ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|