หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 71/2556
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2556 (พุทธศักราช 2556)







    คำพิพากษาฎีกาที่ 71/2556 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ฎ-6965 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เริ่มต้นวันที่ 18 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 18  ตุลาคม 2543 โดยมีสาระสำคัญว่า หากมีผู้ประสบภัยจากการใช้ รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ และจำเลยที่ 1 และหรือนายจ้างหรือ ตัวการของผู้ใช้รถตลอดจนผู้ใช้รถนั้นเองต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังกล่าว โจทก์จะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย และอนามัยให้แก่ผู้ประสบภัยนั้นๆในนามจำเลยที่ 1 และหรือ นายจ้าง หรือตัวการ ตลอดจนผู้ใช้รถนั้นในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท หรือ  80,000 บาท แล้วแต่กรณีว่าผู้ประสพภัยจะบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือ ตาย เว้นแต่เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้รถยนต์ที่เอาประกันภัยไป แข่งขันความเร็วกัน จำเลยที่ 1 และหรือนายจ้างหรือตัวการ ตลอดจนผู้ ใช้รถนั้นต้องใช้เงินที่โจทก์จ่ายไปคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่  2 และที่ 3 นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ไปขับเพื่อแข่ง ความเร็วกับรถยนต์คันอื่นจนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้มีผู้ถึงแก่ความตายและ บาดเจ็บรวม 8 คน อันเป็นกรณียกเว้นเข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามสัญญา แต่หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เจรจาตกลงค่าสิน ไหมทดแทนกับบรรดาผู้ประสพภัยและมารับเงินจากโจทก์รวม 202,100 บาท เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสพภัยเหล่านั้น นอกจากนี้ โจทก์ยังได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ ผู้ประสบภัยทั้งแปดอีก 75,906 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์จ่ายไป 278,006 บาท เมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเข้าข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องคุ้ม ครองตามสัญญา จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 278,006 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
         จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
         จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปใช้ ขอให้ ยกฟ้อง
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         โจทก์อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกัน ใช้เงินคืนโจทก์ 278,006 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่  1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดย กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น
         จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา
         ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริง ที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกัน ภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ฎ-6965 กรุงเทพมหานคร ไว้จาก จำเลยที่ 1 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 18 ตุลาคม 2524 ถึงวัน ที่ 18 ตุลาคม 2543 โดยมีข้อตกลงว่า โจทก์จะใช้ค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ประสพภัยในนาม ผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อ ผู้ประสบภัยเนื่องจากรถที่ใช้ ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ คุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถข้อ 2 แต่การประกันภัยดังกล่าวไม่คุ้มครอง ความรับผิดอันเกิดจากการใช้รถในการแข่งขันความเร็ว และหากโจทก์ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วแต่โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือ ตามกรมธรรม์ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น ผู้ เอาประกันภัยต้องใช้เงินจำนวนที่โจทก์จ่ายไปคืนให้โจทก์ภายใน 7 วัน รายละเอียดปรากฏตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอกสาร หมาย จ.2 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 3 โดยได้รับ ความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปขับ แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถยนต์คันอื่น เป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บรวม 8 คน พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3  เป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส ได้รับอันตรายแก่กายและความผิด ต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องตามสำเนา คำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 12 กุมภาพันธ์  2544 จำเลยที่ 2 โดยได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับ เงินค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ 202,100 บาท เพื่อนำไปชำระแก่ ผู้ประสบภัยจากรถในอุบัติเหตุดังกล่าว ตามสำเนาสัญญาประนีประนอม ยอมความเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทน ในส่วนค่าเสียหายเบื้องต้น 75,906 บาท แก่บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยไปก่อนเนื่องจากผู้ประสบภัยอยู่ใน รถยนต์ที่บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด เป็นผู้รับประกันภัยไว้ตามใบ รับเอกสารหมาย จ.8 รวมเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 278,006 บาท
         คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าการที่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปขับ แข่งกันจนเกิดอุบัติเหตุ โดยรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีส่วน อาญานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาส่วนพนักงาน อัยการเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาทเป็น เหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 , 300 , 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 คดี ดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นโดยตรงว่า จำเลยที่ 3 แข่งรถในทาง แม้ศาล อุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษายืนตามคำพิพากษาชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง โดยปรากฏในคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า จำเลย (จำเลยที่ 3 ในคดีนี้) กับนายสังคมศรีสมุทร ขับรถแข่งกันในทางตาม คำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 ก็เป็นเพียงการหยิบยกข้อความตาม รายงานการสืบเสาะและพินิจประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ จำเลยเท่านั้น กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่  ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดี ในส่วนอาญาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 เอา ประกันภัยไว้กับโจทก์ไปขับแข่งกันจนเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ให้การสู้คดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดคืนเงิน ให้โจทก์นั้น เป็นการถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ในคดีส่วนอาญามารับฟังและใช้เป็นเหตุวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1  และที่ 3 คืนเงินให้โจทก์ ดังนี้ จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อศาลอุทธรณ์รับ ฟังข้อเท็จจริงโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริง จากพยานหลักฐานในคดีนี้เสียใหม่แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดีได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบ มาตรา 247 ซึ่งในปัญหานี้เห็นว่า โจทก์มีนายเฉลิม กาญจนสุธา ผู้จัดการแผนกเรียกร้องและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ เบิกความ เป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 นำ รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ไปขับแข่งขันความเร็วกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ลก 2627 กรุงเทพมหานคร บนถนนหลวงสาย ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี โดยจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์แซงรถยนต์หมายเลข ทะเบียน ลก 2627 กรุงเทพมหานคร ไปทางด้านขวาแต่แซงไม่พ้นจึง หักกลับมาทางด้านซ้ายเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์คันอื่นๆ ได้รับความ เสียหาย มีผู้ถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บ 8 คน สอดคล้องกับ คำเบิกความของนายบริบูรณ์ ทินกร รองกรรมการผู้จัดการของบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์คู่กรณีซึ่งยืนยันว่า พนักงานของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ที่รับผิดชอบในเหตุละเมิด คดีนี้ได้ทำเอกสารรายงานว่า รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทย์ก่อให้ เกิดเหตุละเมิดโดยขับแข่งขันกัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้สืบพยาน หักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ไปในการ แข่งขันความเร็ว อันเป็นกรณีต้องด้วยข้อยกเว้นตามกรมธรรม์คุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 18.8 ที่การประกันภัยไม่ คุ้มตรอง โจทก์จึงต้องไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนใดๆ ในกรณีนี้ และเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย และบางส่วนให้แก่บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด เพื่อนนำไปชดใช้แก่ผู้ประสบภัยไปก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดต่อ ผู้ประสบภัยจึงต้องใช้เงินจำนวนนั้นคืนโจทก์ตามกรมธรรม์คุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 19 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างใน ฎีกาว่า ข้อยกเว้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 18.8 ประกอบข้อ 19 ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยด้วย แต่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการ ที่จ้างของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากัน มาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินให้โจทก์ตามฟ้องนั้น ศาล ฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วม รับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1  เป็นคู่สัญญากันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยโจทก์รับประกันการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์คัน เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ต่อมารถยนต์ดังกล่าวชนรถยนต์คันอื่นมีผู้ถึง แก่ความตายและไดรับบาดเจ็บ จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยได้รับเงิน ค่าสินไหมทดแทนไปจากโจทก์เพื่อชดใช้แก่ผู้ประสบภัย โดยโจทก์ไม่มี ความรับผิดต้องชดใช้เนื่องจากการประกันภัยไม่คุ้มครองกรณีการนำรถ ไปใช้ในการแข่งขันความเร็ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินคืนอันเป็นการฟ้อง เรียกเงินคืนโดยอาศัยความผูกพันตามสัญญาประกันภัย ซึ่งจากคำฟ้อง ดังกล่าวประกอบกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวที่เป็นคู่สัญญากับโจทก์ และเป็นผู้ได้รับเงินจำนวน ดังกล่าวไป ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้เป็นคู่สัญญาและไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ แต่เป็น ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้น วินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142  (5) และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3  นอกจากนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำ พิพากษา"
         พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชา ธรรมเนียมระหว่างโจทย์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาล และระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ 





คำพิพากษาฎีกาที่ 71/2556 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 71/2556


จำนวนผู้ชม : 1829 ครั้ง
ลงวันที่ 23/08/2015 23:09:28




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน