หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 215/2556
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2556 (พุทธศักราช 2556)







คำพิพากษาฎีกาที่ 215/2556   โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนก่อน เที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8 เม็ด น้ำหนัก 2.260 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.334 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด น้ำหนัก 1.110 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธ์ได้ 0.714 กรัม อันเป็น ส่วนหนึ่งของ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสอง ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 3,000 บาท นอกจากนี่จำเลยที่ 1 มีเคตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2  จำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 0.030 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 , 76 , 100/1 , 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์  ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 , 6 , 62 , 106 ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33 , 83 , 91 ริบ 3,4-เมทิลลีนไดออก ซีเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
         จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
         จำเลยที่ 2 ให้การว่า มี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ที่ได้จากการตรวจค้นไว้ในครอบครองจริง แต่มิได้มีไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ได้ร่วมกันมี3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอม เฟตามีนอีก 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
         ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราช บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและ ประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง อีกบท หนึ่ง (ที่ถูก อีกกระทงหนึ่ง) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด หลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษใน ประเภท 1 (3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี และปรับคนละ 420,000 บาท กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1  (3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี และปรับคนละ 420,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง และลงโทษจำเลยที่ 1  ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี และปรับ 840,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรัยสารภาพฐานมีวัตถุ ออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 เป็นจำคุก 6 เดือน ส่วนความผิด ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1   ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่าย คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่ การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 7 ปี 4  เดือน และปรับ 560,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 10 เดือน และปรับ 560,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลด โทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิด คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7  ปี 4 เดือน และปรับ 560,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่า ปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 แต่ให้ กักขังมีกำหนด 1 ปี ริบ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
         จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
         ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต และจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ
         ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิด ฐานร่วมกันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
         โจทก์ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาล บางรักจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เคตามีน 1 ห่อ น้ำหนัก 0.030 กรัม 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 500 บาท รวม 6 ฉบับ เป็นเงิน 3,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อจากจำเลยที่ 1 และ ยึดได้ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด กับโทรศัพท์ เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลขโทรศัพท์ 071116614 จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.9 ชั้น จับกุมแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่ามีเคตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ใน ประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยทั้งสองร่วม กันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสาร หมาย จ.6 จำเลยทั้งสองเขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเองตาม เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ในความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองตาม บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.15 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14 พนักงานสอบสวนได้ส่งของ กลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลังฐานพบว่า 3,4-เมทิลลีนไดออกซี เมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด เป็นยาเสพติดให้โทษชนิด 3,4-เมทิลลีนได ออกซีเมทแอมเฟตามีน-ไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักเฉพาะวัตถุของกลาง 0.560 กรัม และคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.363 กรัม ส่วน เคตามีน 1 ห่อ เป็นวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเคตามีน ตามรายงานการตรวจ พิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกฤทธิ์ ปานดำ และสิบ ตำรวจเอกสมบัติ วงษ์วิวงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนสถานี ตำรวจนครบาลบางรัก ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะที่ พยานทั้งสองอยู่ที่ห้องสืบสวนมีสายลับมาพบและแจ้งว่าสามารถติดต่อ ซื้อยาอีจำนวน 4 เม็ด ราคาเม็ดละ 700 บาท จากชายมีชื่อเล่นว่าโจ ภายหลังทราบชื่อว่านายจรัญหรือโจ จีนวัตร จำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบ กันที่หน้าร้านแมคโดนัลล์บริเวณปากซอยพัฒน์พงษ์ 1 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ร้อยตำรวจเอกฤทธีรายงาน ผู้บังคับบัญชาทราบและขออนุมัติเงินล่อซื้อโดยใช้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท รวม 6 ฉบับ พยานได้เขียนอักษร B ไว้ที่มุมล่างขวาทั้ง 6 ฉบับ แล้วนำไปลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้และถ่ายสำเนาไว้ทุก ฉบับตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ต่อมาเวลา 03.15 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกและสายลับไปกระจายกำลังกันบริเวณหน้าร้าน แมคโดนัลล์ปากซอยพัฒน์พงษ์ 1 พยานทั้งสองซุ่มรอดูเหตุการณ์ที่ทาง เข้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนด้านข้างร้านแมคโดนัลล์ห่างประมาณ 10 เมตร ส่วนสายลับไปยืนรออยู่หน้าร้านแมตโดนัลล์ ต่อมาเห็นจำเลยที่  1 เดินมาพูดคุยกับสายลับแล้วจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของ สายลับโทรหาผู้อื่นซึ่งขณะนั้นพยานยังไม่ทราบว่าเป็นใครต่อมามีชายคน หนึ่งภายหลังทราบชื่อว่านายเกรียงศักดิ์หรือบี แซ่เนี้ย จำเลยที่ 2 เดิน มาจากซอยพัฒน์พงษ์ 1 พูดคุยกับจำเลยที่ 1 แล้วยื่นสิ่งของให้จำเลยที่  1 และจำเลยที่ 1 ยื่นสิ่งของดังกล่าวให้แก่สายลับ จากนั้นสายลับยื่น ธนบัตรให้จำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยทั้งสองแสดงท่าทางไหวตัวจะหลบ หนี พยานทั้งสองกับพวกจึงเข้าควบคุมจำเลยทั้งสองไว้ได้ สายลับมอบ ยาอี 4 เม็ด ที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 และบอกว่าจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ เคลื่อนที่โทรไปที่หมายเลข 0 7111 6614 ก่อนแยกตัวไป พยาน โจทก์ปากสิบตำรวจเอกสมบัติตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสอง พบยาเคเป็น ผงสีขาว 1 ห่อ จากกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายและธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ อยู่ในมือข้างขวาของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเป็น ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและพบยาอีชนิดเม็ดสีเหลือง 2 เม็ด จากกระเป๋า กางเกงด้านซ้ายและโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 7111 6614 จากกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของจำเลยที่ 2 เห็นว่า การที่จำเลยที่  1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของสายลับโทรออกขณะเกิดเหตุน่าจะเป็นการ โทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 2 ให้นำ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน มาส่งให้จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับที่ล่อซื้อ โจทก์ไม่นำสืบให้ เห็นว่าก่อนหน้านี้จำเลยทั้งสองเคยมีพฤติการณ์ร่วมกันจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนหรือไม่อย่างไร ทั้งหากจำเลยทั้งสอง เป็นตัวการร่วมกันมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง เมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงที่เกิดเหตุก็น่าจะส่งมอบ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ซื้อทันที หาจำต้อง ส่งผ่านมือจำเลยที่ 1 อีกไม่ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อ 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 แล้วขายต่อให้ สายลับหรือลูกค้าเพื่อเอากำไร จากพฤติการณ์จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินจาก สายลับเองก็เพื่อหักเอากำไรก่อนที่จะชำระแก่จำเลยที่ 2 จึงเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์สั่งให้จำเลยที่ 2 นำ 3,4-เมทิลลีน ไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด มามอบให้จำเลยที่ 1 แล้วส่งมอบให้ สายลับและรับเงินจากสายลับเพียงเท่านั้นยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 1  มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ครอบครอง 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมท แอมเฟตามีนจำนวน 8 เม็ด เพื่อจำหน่ายอีกฐานหนึ่งดังที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของ โจทก์ฟังไม่ขึ้น"
         พิพากษายืน 





คำพิพากษาฎีกาที่ 215/2556 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 215/2556


จำนวนผู้ชม : 1418 ครั้ง
ลงวันที่ 24/08/2015 01:51:36




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน