คำพิพากษาฎีกาที่ 222/2556 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวัน เดือน เวลาใดไม่ปรากฏชัด ปี 2550 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา วัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ โดยจำเลยเข้า เป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" ซึ่ง ปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายอันมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อ การแบ่งแยกราชอาญาจักรไทยในส่วนของจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลาออกแล้วจัดตั้งประเทศหรือรัฐขึ้นใหม่ที่มี อำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองใช้ชื่อว่า รัฐปัตตานี หรือปัตตานีดารุลสลาม ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ทั้ง เวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ภายหลังจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ดังกล่าว จำเลยกระทำ ความผิดฐานก่อการร้ายด้วยการสะสมกำลังพลโดยรวบรวมและชักชวน บุคคลอื่นให้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "ขบวนการกู้ชาติ รัฐปัตตานี" เพื่อเข้าร่วมกระทำการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ โดยการ แบ่งหน้าที่กันทำ รวบรวมและจัดหาทรัพย์สินโดยการจ่ายเงินให้พวก ของจำเลยที่ชักชวนจำเลยเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวเพื่อนำ เงินไปซื้ออาวุธวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของอื่นที่จำเป็นต้องใช้ในการก่อการร้าย และจำเลยสนับสนุนการก่อการร้ายโดยการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก ในการก่อการร้ายโดยการใช้กำลังประทุษร้าย ด้วยการจัดหาซิมการ์ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สมาชิกเพื่อใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง ที่จุดชนวนระเบิดด้วยการโทรศัพท์แล้วพวกของจำเลยนำวัตถุระเบิด ดังกล่าวไปวางไว้ที่รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กค 1569 นราธิวาส ที่จ่าอากาศเอกสุรชัยเกียดสูงเนินกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขับออกตรวจรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่แล้วพวกของจำเลยจุดชนวน ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำให้เกิดระเบิดขึ้นโดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อน อันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอันก่อให้เกิด อันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายของจ่าอากาศ เอกสุรชัยกับพวก เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยเพื่อแบ่งแยกดินแดน ในส่วนของจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัด สงขลาออกจากราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐขึ้น ใหม่ดังกล่าวกับเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ ประชาชน อันมิใช่เป็นการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการตระเตรียมการและสมคบกันเพื่อ สนับสนุนการก่อการร้ายและรู้อยู่แล้วว่าจะมีผู้ก่อการร้ายแต่กลับปกปิด และมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานทราบ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 32 , 33 , 86 , 91 , 135/1 , 135/2 , 135/3 , 209 ริบของกลางทั้งหมด
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง เว้นแต่โทรศัพท์ พร้อมซิมการ์ด 1 ถุง ให้คืนแก่เจ้าของ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1)(3) วรรคแรก, 135/2 (2) ประกอบมาตรา 86 , 135/3 และ 209 วรรคแรก การกระทำของ จำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐาน สนับสนุนการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) (3) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 และ 135/3 ซึ่งเป็นกฎหมายบท ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ส่วนของกลางคงให้ริบ เว้นแต่โทรศัพท์พร้อมซิมการ์ด 1 ถุง ให้คืนแก่ เจ้าของตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานสนับสนุนการ ก่อการร้ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีมีปัญหาข้อกฎหมาย ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลาย กรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ จำเลยกระทำความ ผิดโดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความ มุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานสนับสนุน การก่อการร้ายนั้น จำเลยกระทำความผิดด้วยการให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้ายก่อน หรือขณะกระทำความผิด การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว แม้ จำเลยจะได้กระทำคนละอย่างแตกต่างกัน และต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้ง เจตนาและความมุ่งหมายในการเป็นอั้งยี่และสนับสนุนการก่อการร้ายก็ เป็นคนละอย่างกันต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐาน เป็นอั้งยี่และฐานสนับสนุนการก่อการร้ายจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่าง วาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกา โจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลาย กรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษใน ความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
|