หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 229/2556
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2556 (พุทธศักราช 2556)







คำพิพากษาฎีกาที่ 229/2556 คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 17,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาล ชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท กับใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้คดีนี้จากคดีหมายเลขแดงที่ 286/2544 ของศาลล้มละลายกลาง ให้นำเงินมาหักออกไปด้วย คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25259 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อนำ ออกขายทอดตลาด ราคาประเมิน 21,450,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่ยึด เป็นของผู้ร้อง แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน จึงไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้น พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีถึงที่สุดแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดเป็นเงิน 751,951 บาท 
         โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่โฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ก่อน โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ 2 การถือกรรมสิทธิ์แทน เป็นเรื่องภายในของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง และโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ งดเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดี
         ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
         โจทก์อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
         โจทก์ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงาน บังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดอ้างว่า ทรัพย์ ดังกล่าวเป็นของตน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดอ้างว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดีไปยึดทรัพย์จึงเป็นการกระทำของโจทก์ อีกทั้งตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ ลง วันที่ 3 สิงหาคม 2549 ก็ปรากฏว่าผู้แทนโจทก์เป็นผู้นำยึดและรับรองว่าหากมีข้อผิดพลาด ประการใดยินยอมรับผิดและเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามระเบียบ ดังนั้น เมื่อข้อ เท็จจริงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 และต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึดไป โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา 149 และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์อ้างว่า ก่อนนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์ได้ตรวจสอบทางทะเบียนอย่างละเอียดรอบครอบแล้ว พบว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งโฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน โจทก์และบุคคลทั่วไป ย่อมเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 การถือกรรมสิทธิ์แทนกันเป็นเรื่อง ภายในของผู้ร้องขัดทรัพย์กับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมิอาจล่วงรู้ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดเว้นการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือให้โจทก์ชำระบางส่วนนั้น เนื่องจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เจ้าพนักงานบังคับคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กฎหมายบัญญัติให้เรียกเก็บ โดยมิได้บัญญัติยกเว้นความรับผิดในกรณีที่ผู้ขอยึดกระทำการโดยสุจริต ทั้งบทบัญญัติดังกล่าว ยังกำหนดอัตราที่ให้เรียกเก็บไว้โดยเฉพาะมิได้เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดตามที่เห็น สมควรได้แต่อย่างใด โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
         อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ได้สั่ง เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"
         พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ         





คำพิพากษาฎีกาที่ 229/2556 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 229/2556


จำนวนผู้ชม : 1488 ครั้ง
ลงวันที่ 24/08/2015 01:56:56




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน