คำพิพากษาฎีกาที่ 6279/2557
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อปี 2532 โจทก์ซื้อที่ดิน ภ.บ.ท.5 หน่วย 2 เลขสำรวจ 491/49-52 หรือ 334 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 20 ไร่ ให้พี่น้อง ของโจทก์จำเลยใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์การครอบครองไว้แทนพี่สาวโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเงิน ต่อมาพี่สาวโจทก์ตกลงให้ที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นของโจทก์ วันที่ 10 มีนาคม 2551 จำเลยแจ้งต่อองค์การบริหาร ส่วนตำบลสวนผึ้งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลย ขอให้บังคับ จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 หน่วย 2 เลข สำรวจ 491/46-52 หรือ 334 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 20 ไร่ และแจ้งต่อองค์การ บริหารส่วนตำบลสวนผึ้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ หากจำเลยไม่ไป ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบกต เณยา เมื่อปี 2532 จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว ขอให้ ยกฟ้อง
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนทนายความ คนเดิม โดยอ้างว่าความคิดเห็นไม่ตรงกันและขอเลื่อนคดี โดยอ้างว่า ทนายความคนใหม่ติดว่าความที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลชั้นต้นเห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ส่อไปในทางประวิงคดีไม่อนุญาตให้ถอนทนายความ คนเดิมและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วแถลง ไม่ประสงค์สืบพยาน จึงให้สืบพยานจำเลยไปจนเสร็จ แล้วพิพากษา ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้น อุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า”คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ โจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนทนายความและไม่ อนุญาตให้เลื่อนคดี และคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การเลื่อนคดีหรือการพิจารณาคดีต้องเป็น ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 คำสั่ง เตรียมคดีของศาลชั้นต้นมิใช้บทบัญญัติของกฎหมาย และโจทก์ไม่เคย ขอเลื่อนคดีมาก่อน จึงไม่เข้าลักษณะการประวิงคดีนั้น เห็นว่า คู่ความ อาจขอเลื่อนคดีหรือเลื่อนการนั่งพิจารณาของศาลที่นัดไว้แล้วก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้น เว้นแต่การขอเลื่อนการ พิจารณานั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาล ไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 40 คำสั่งศาลในการเตรียมคดี ข้อ 4 ระบุไว้ว่า ใน กรณีที่คู่ความประสงค์ถอนทนายความให้ดำเนินการก่อนวันนัด และ แต่งตั้งทนายความที่มีวันว่างสามารถสืบพยานให้เสร็จสิ้นภายใน กำหนดนัด และหากแจ้งการถอนทนายความในระยะเวลากระชั้นชิด กับวันนัดสืบพยานเพื่ออ้างเป็นเหตุขอเลื่อนคดี ศาลอาจถือว่าคู่ความ ฝ่ายนั้นมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดีและใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้ถอน ทนายความหรือเลื่อนคดีเพราะเหตุขัดข้องเกี่ยวกับทนายความได้ ดังนี้ การใช้ดุลพินิจของศาลที่จะให้เลื่อนคดีหรือไม่ตามคำสั่งศาลในการ เตรียมคดี จึงต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริง ได้ความว่าโจทก์และทนายโจทก์คนเดิมได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง ในการเตรียมคดีไว้แล้ว โจทก์และทนายโจทก์คนเดิมย่อมทราบอยู่ แล้วว่าการถอนทนายความในระยะเวลากระชั้นชิดหรือในวันนัดสืบ พยาน ศาลอาจไม่อนุญาตให้ถอนทนายความคนเดิมได้ตามที่ศาลชั้นต้น ได้กำชับคู่ความไว้ให้ปฏิบัติตามคำสั่งในการเตรียมคดีแนบท้าย รายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 ก่อนวันสืบ พยานถึง 4 เดือน การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์ถอน ทนายความคนเดิมจึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ยังคงมีทนายความคนเดิมที่ สามารถทำหน้าที่ได้ในวันสืบพยานโจทก์ดังกล่าว แต่กลับไม่มาศาล และไม่แจ้งเหตุขัดข้อง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเหตุจำเป็นอันไม่ อาจก้าวล่วงเสียได้ ประกอบกับตามบัญชีระบุพยานโจทก์ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2552 โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานไว้ในบัญชีพยานโจทก์ และโจทก์มาศาลในวันนัดสืบพยาน จึงถือว่าโจทก์มีพยานมาศาลโดย สามารถอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานได้ แต่โจทก์กลับแถลงไม่ ประสงค์สืบพยาน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าจะทำให้เสียความยุติธรรมแก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้ นำสืบตามหน้าที่ที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงตามฟ้อง โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|