คำพิพากษาฎีกาที่ 5918/2557
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 เวลากลางวัน ถึงวัน ที่ 26 มิถุนายน 2546 เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยซึ่งเป็น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ ร่วมกับผู้อื่น ใส่ความพลตำรวจเอกสันต์ ศุรตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ใน ขณะนั้น) ผู้เสียหาย ต่อพลตำรวจตรีพจนารถ หวลมานพ พลตำรวจตรี พงศพัศ พงษ์เจริญ พลตำรวจตรีสุรสิทธิ์ สังขพงศ์ และประชาชนทั่วไป โดยลงข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันต่อเนื่องกันมีข้อความบ่งบอกให้ เห็นว่าผู้เสียหายเป็นผู้นำองค์กร เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นนายพล ตำรวจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทางชู้สาวกับผู้สื่อข่าวหญิง ใช้กลไก อำนาจคุ้มครองตน ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ทางเพศอย่าง ไร้จริยธรรม มีพฤติกรรมเป็นหัวงู มีเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายหลอกลวงหญิง ในทางกามารมณ์ ใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปฉุดกระชากผู้หญิงที่ตนสนใจ หรือถูกใจมาให้โดยไม่สนใจว่าเป็นลูกเมียใคร เสียหายในเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูก เกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83, 328,332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน 1ฉบับ เป็นจำนวนหลายครั้ง โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา และริบ ของกลาง
จำเลยให้การปฏิรูป
ระหว่างพิจารณา พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ผู้เสียหาย ยื่น คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ คดีนี้ โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยเป็น บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อระหว่าง วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลงพิมพ์ข้อความใน หนังสือพิมพ์มติชนรายวันตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 พาดหัวข่าวหน้า1 ตัวใหญ่ว่า “แฉบิ๊กตร.โฉ่ ตื๊อเคลมผู้ประกาศข่าวสาว”ข่าวหน้าที่ 5 มีข้อความ เนื้อข่าว่า “เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสำนักข่าวได้ร่วมกันทำหนังสือ ถึงนายกสมาคมนักข่าวิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เสนอให้ออกหนังสือเตือนภัยนักข่าว หญิง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากเกิดกรณีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รายหนึ่ง แสดงพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจทางชู้สาวพูดจาหว่านล้อม วางท่าที่เอาอกเอาใจพิเศษต่อผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์หญิงรายหนึ่ง ในระหว่างประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ ที่ จ.ภูเก็ต และ ประชุม ครม. 2 ประเทศที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้... บ้างก็ชวนให้ไป พบที่ห้องพักเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานเลย เมื่อ นักข่าวไม่เล่นด้วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาพูดจาหว่านล้อม บางครั้งก็ให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาโทรศัพท์ไปที่ห้องพัก เพื่อพูดคุยนัดหมายให้ไปพบ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอุบลราชธานี... ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้าราชการระดับสูงที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กับผู้ประกาศข่าวหญิงนับเป็นนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่ง ในระหว่าง การประชุม ครม.ที่โรงแรมภูเก็ต จ.ภูเก็ต โดยเมื่อนายตำรวจ คนดังกล่าวพบผู้ประกาศข่ายหญิงคนดังกล่าวก็รู้สึกถูกชะตา จึงสั่งให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับ พล.ต.ต.เรียกตัวผู้ประกาศข่าวหญิงมานั่งคุยกัน ที่ลอบปี้ของโรงแรม เมื่อมาถึง นายตำรวจระดับสูงได้พูดจากสอบถาม ชื่ออะไร ทำงานอยู่ที่ใด มีเงินเดือนพอใช้หรือไม่ และมีรถส่วนตัวและ บ้านเป็นของตนเองหรือยัง พร้อมกับขอนัดหมายขอรับประทานอาหาร ร่วมกัน หรือยินดีให้สัมภาษณ์พิเศษ..”
ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2546 ในหน้าที่ 15 มีข้อความระบุว่า “ด้านนางทิชา ณ นคร แกนนำเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหญิงชายคู่หนึ่งไม่ว่าชื่ออะไร ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่ เป็นโครงสร้างของสังคมที่ผูกมากับอำนาจ เป็นกลิ่นอายอยู่ในอนูของ สังคมไทย มองเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ องค์กรผู้หญิงออกมาเรียกร้องไม่ใช่ รังเกียจข้าราชการระดับสูงคนนี้จะใช้กลไกอำนาจคุ้มครองตนเอง และ ไม่แน่ใจว่ารัฐจะมีน้ำยาจัดการได้หรือไม่
ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2546 หน้าที่ 4 ในคอลัมน์เรียงคน มาเขียนข่าวว่า “นักข่าวทำเนียบได้แต่ส่ายหน้า เมื่อทราบข่าวว่า พล.ต.อนันต์ ศุรตานนท์ ผบ.ตร.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่อง “บิ๊กตำรวจขี้หลี” เพื่อหาตัวนักข่าวสาวและนายตำรวจผู้อื้อฉาว คนนั้น ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดี... ความจริงไม่ต้องตั้ง 2 นายพล มาเสียเวลากับเรื่องนี้ เพราะอุทธรณ์สำคัญที่สุดในการสืบหาตัว “บิ๊กตำรวจ” ผู้นั้นคือ “กระจกเงา” กระจกวิเศษจงบอกข้าฯเถิดว่าใคร “หัวงู” ที่สุดในสำนักงานนี้... เพียงแต่คิดว่านักข่าวสาวคนนั้นเป็น ลูกสาวเรา “ผู้ใหญ่” ในทำเนียบรัฐบาลคงไม่อมยิ้ม หรือเล่นมุข เมื่อถูก ถามเรื่อง”เฒ่าหัวงู” ในเครื่องแบบ อย่าให้คนหนึ่งหมิ่นได้ว่าเป็นพวก เดียวกัน”
ฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 มีการลงข้อความในหน้า 1 พาดหัวข่าวตัวใหญ่ว่า “ข่าวกรอง “บก.สส” ยืนยัน”3บิ๊ก ตร” แทะโลม นักข่าว” โดยมีข้อความที่เป็นเนื้อข่าวต่อมาระบุว่า”ข่าวกรองทหารของ บก.สส. ประมวลข้อมูลเสนอผู้บังคับบัญชากรณีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มี พฤติกรรมแทะโลมนักข่าวสาวเผย มีการระบุชื่อชัดเจนเป็นนายตำรวจ ระดับนายพล 3 นาย แฉเคยทำแบบนี้กับนักข่าวสตรีมาหลายราย” หน้าที่ 11 มีข้อความระบุว่า “ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระแสข่าวแพร่ สะพัดในกระทรวงกลาโหมว่าจากกรณีที่มีการกล่าวหานายตำรวจชั้น ผู้ใหญ่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้สื่อข่าวสตรี... หน่วยข่าวทหารสังกัด กองบัญชาการทหารสูงสุด ให้ความสดใจและได้ประมวลข้อมูลเพื่อนำ เสนอผู้บังคับบัญชา...โดยระบุชื่อนายตำรวจที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เป็นนายตำรวจระดับนายพล 3 นาย มีใจความโดยสรุปว่า 1) เมื่อวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2546 ในการประชุมคณะ ประชุมรัฐมนตรีสัญจร (ครม.) ที่ จ.ภูเก็ต นายพลตำรวจชื่อ...ได้เรียก น.ส....ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ช่อง.. มาพูดคุยในทำนองชุ้สาว...
2) การประชุม ครม. ร่วม ไทย – กัมพูชา ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2546 ที่ผ่าน นายพลตำรวจ ชื่อ... ได้แสดงความชื่นชอบ น.ส....ซึ่งร่วมเดินทางไปทำข่าวครั้งนี้ด้วย เป็นกรณีพิเศษ โดยมอบให้ พล.ต.ต.... และพล ต.ต... มาพูดคุยและดู ลาดเลาว่า น.ส... อยู่ตรงจุดไหน”
ในย่อหน้าที่ 2 ยังมีการลงข้อความ ระบุว่า “เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พล.ต.ต... ได้เขียนโน๊ตมาติดไว้หน้าห้องพัก น.ส..โรงแรม ลายทอง มีข้อความว่า “ถ้าต้องการกลับเครื่องบินของกรมตำรวจ ฮ. จะ ออกเวลา... ซี่งทางนายพลตำรวจ... รอเดินทางกลับไปพร้อมกัน”ใน กรณีนี้ น.ส... เพื่อนนักข่าวจากสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่ง ซึ่งพักห้อง เดียวกันได้เห็นโน๊ตดังกล่าวจึงเก็บไว้ ซึ่งในช่วงเข้า พล.ต.ต... ได้ตอบ ปฏิเสธ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ทำให้ น.ส... เพื่อนที่พักอยู่ด้วยไม่พอใจเป็น อย่างมาก จึงชักชวน น.ส....ให้นำเรื่องไปเล่าให้นาง...ผู้สื่อข่าวอาวุโส ฟัง ทำให้นาง...โกรธ นำเรื่องไปเล่าให้นาย..คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ฟัง และบอกว่าจะล่ารายชื่อผู้สื่อข่าวเพื่อประณามการกระทำของ นายพลตำรวจ...”
ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ในหน้าที่ 15 มีข้อความ ตัวใหญ่ว่า “” แม้ว” เตือนบิ๊ก ตร.หัวงู” มีข้อความที่เป็นเนื้อหาของข่าว ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์...ถึงเรื่องที่ หน่วยข่าวกรองของกองบัญชาการทหารสูงสุดระบุนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ 3 คน แทะโลมผู้ประกาศข่าวหญิงว่า เท่าที่อ่านเป็นเรื่องที่สื่อมวลชน บางฉบับไปเขียนต่อไปยาวจนกลายเป็นเรื่องการลวนลาม มันเกินความ เป็นจริงไปนิดหนึ่ง ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น...”
ฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 มีการลงข้อความในหน้าที่ 12 ระบุว่า “...ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น นางยุวดี ธัญญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งเคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ มีนายตำรวจระดับสูงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้ประกาศข่าวสาว ถาม พล.ต.อ.สันต์ ที่ไปร่วมประชุมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ ทำเนียบรัฐบาล ถึงสถานการณ์ภาคใต้ แต่พล ต.อ.สันต์ ไม่ตอบคำถาม และเบือนหน้าหนี ไปตอบคำถามของผู้สื่อข่าวคนหนึ่งแทน อย่างไร ก็ตาม เมื่อนางยุวดีตั้งคำถามอีกครั้งหนึ่ง พล.ต.อ.สันต์ แสดงสีหน้า โกรธ พร้อมทั้งหยุดารให้สัมภาษณ์แล้วเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที”
ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2546 ในหน้าที่ 4 คอลัมน์ “เรียง คนมาเขียนข่าว”เขียนโดยนามปากกา “พลุน้ำแข็ง” ในย่อหน้าที่ 3 มีข้อความระบุว่า” ความจริงเรื่องนี้ ถ้าพล.ต.อ.สันต์ ใจเย็น ๆเอาไว้ หน่อย... เพราะเท่าที่ได้อ่านแถลงการณ์ของผู้สื่อข่าวหญิง ซึ่งมีเจ๊ยุวดี ธัญญสิริ เป็นแม่งาน ไม่ได้ร้องทุกข์-กล่าวโทษใคร...”
ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 ในหน้าที่ 6 มีการพาดหัว ข่าวตัวใหญ่ว่า “จากองค์กรผู้หญิงถึง... นายก ฯ “และลงนามโดย นางทิชา ณ นคร เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ มีข้อความระบุว่า “สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่...ตามด้วยข่าว ข้าราชการระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ดูแล ความปลอดภัยให้กับคณะรัฐมนตรี แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่อเจตนาในทางชู้สาวกับนักข่าวหญิงคนหนึ่งที่ข้าราชการระดับสูง พึงพอใจ...เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญในฐานะองค์กร... มีความผิด ที่อยากจะแบ่งปันกับท่านนายกฯดังต่อไปนี้ ในฐานะข้าราชการระดับสูง หรือผู้นำองค์กร โดยเฉพาะองค์การที่เป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการ ดำเนินนโยบายและบังคับใช้กฎหมาย..”
ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2546 ในหน้าที่ 4 คอลัมน์”เรียง คนมาเขียนข่าว”เขียนโดยนามปากกา “วิหคเหินฟ้า”มีข้อความระบุว่า “เป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยากในหมู่สื่อมวลขน ปฏิบัติการ “ทุบกระจก” ของ คนใหญ่คนโตและ “คนสูง” ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผล 2อย่าง คือ 1 ไม่พอใจที่กระจกส่องให้เห็นรอยตำหนิชัดเจนเกินไป หรือ 2. ส่อง กระจกแล้วเจอ “หน้าตัวเอง” ย้ำอีกครั้งว่า”หน้าตัวเองไม่ใช่หน้าตัว เมีย”...”
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยลงพิมพ์ ดังกล่าวหมายถึงโจทก์ร่วมหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับลงวันที่ 4,6,7,8,9,17,19,20 และ21 มิถุนายน 2546 ตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องนั้นผู้อ่าน รู้ได้ว่าหมายความถึงโจทก์ร่วม เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่น นั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคล ผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใครหรือหากไม่ระบุถึง ผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคล ใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่ออ่านข้อความตามที่โจทก์กล่าวอ้างโดย ตลอดแล้ว ไม่มีตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ร่วม หรือทำให้เข้าใจว่าหมายถึง โจทก์ร่วม ประกอบกับพลตำรวจตรีสุรสิทธิ์ สัขพงค์ พยานโจทก์และ โจทก์ร่วมเบิกความว่า ได้อ่านหนังสือพิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.2 (หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546) แล้วขณะ นั้นยังไม่เข้าใจว่าเป็นการกล่าวหาใคร ดังนี้ การที่โจทก์นำข้อความที่ลง พิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับลงวันที่ 4,6,7,8,9,17,19 20 และ 21 มิถุนายน 2546 มารวมเข้าด้วยกันแล้วสรุปว่าเป็นการ หมิ่นประมาทโจทก์ร่วมนั้น ก็เป็นเพียงความเข้าใจของโจทก์ร่วมเท่านั้น หาใช่เป็นความเข้าใจของบุคคลทั่วไปไม่ บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อม ไม่ทราบหรือเข้าใจได้ว่าข้อความที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างมานั้น หมายความถึงผู้ใด และเป็นเรื่องจริงตาที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการ รู้ความหายถึงผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะหาเพิ่มเติม ทั้งไม่แน่ว่าหลังจาก สืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์ร่วมจริงหรือไม่ และในกรณี ที่ทำการสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ร่วมก็เป็นการ ทราบจากการที่บุคคลนั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หา ได้ทราบโดยอาศัยข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องไม่ เมื่อ โจทก์ร่วมยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นสำคัญทั้ง ๆที่บุคคล ทั่วไปมิได้มีการรับรู้หรือเข้าใจในข้อความดังกล่าวว่าเป็นตัวโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้องที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมาชั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
|