คำพิพากษาฎีกาที่ 1464/2557
โจทก์ฟ้องว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของสถานี บรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานี เอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณ ทหาร แขวงคลองสาม-ประเวศ เขตลาดกะบัง กรุงเทพมหานคร โจทก์ เช่าโรงพักสินค้าตกค้างเนื้อที่ 4,140 ตารางเมตร พื้นที่ต่อเนื่องหน้า โรงพักสินค้าตกค้างเนื้อที่ 6,274 ตารางเมตร คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 124,200 บาท และ 125,480 บาท ตามลำดับ มีระยะเวลาการ เช่า 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ตามสัญญาเช่ากำหนดให้โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ชำระค่าภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แทนและในนามการรถไฟแห่ง ประเทศไทย วันที่ 7 มีนาคม 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 สำหรับทรัพย์สิน ที่โจทก์เช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 461,752.53 บาท (ที่ถูก 461,753.53 บาท) โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วโจทก์ ในฐานะผู้มีหน้าที่ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามสัญญาเช่าโรงพัก สินค้าตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าตกค้างเห็นว่าการ ประเมินและการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยทั้งสอง สำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือน และที่ดิน ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินภาษี โรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2546 ให้จำเลย ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2545 จำนวน 461,753.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องและ โรงพักสินค้าตกค้างรวมทั้งบริเวณต่อเนื่องที่ใช้เป็นลานจอดรถมิใช่ ทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและใช้ในกิจการของการรถไฟ แห่งประเทศไทยโดยตรง โดยกิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องเป็น กิจการที่โจทก์ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ รับมอบหมายจากรัฐบาลให้กำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม สัญญาสัมปทานเท่านั้น และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้การรถไฟ แห่งประเทศไทยมอบกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของการรถไฟ แห่งประเทศไทยแก่บุคคลภายนอกกระทำการแทนได้ อีกทั้งการรถไฟ แห่งประเทศไทยมิได้เป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้า กล่องด้วยตนเองหรือเข้าร่วมลงทุนด้วย โจทก์จึงไม่ใช่บริษัทที่การรถไฟ แห่งประเทศไทยเข้าร่วมกิจการด้วยหรือเป็นบริษัทในเครือของการ รถไฟแห่งประเทศไทย สำหรับกิจการภายในพื้นที่โรงพักสินค้าตกค้าง และพื้นที่ต่อเนื่องที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นคนละ ส่วนกับพื้นที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานี เอ ที่โจทก์ได้รับ สัมปทาน โจทก์ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่พักสินค้า ลานจอดรถ ขนส่ง สินค้าและอื่น ๆ ในการประกอบกิจการสถานีบรรจุและแยกกล่อง สินค้า สำหรับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน พนักงาน เจ้าหน้าที่ได้กำหนดค่ารายปีโดยนำเทียบกับค่าเช่าของทรัพย์สินที่มี ลักษณะกับบริวารสาธารณะที่ได้รับคล้ายกันและอยู่บริเวณใกล้เคียง กัน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบ แล้วไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับ จากวันฟ้อง เพราะการคิดดอกเบี้ยต้องเริ่มนับจากวันพ้นกำหนดสาม เดือนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการ ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2546 ให้ จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีให้แก่โจทก์จำนวน 461,753.53 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายใน กำหนดต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบ กำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชา ธรรมเนียมให้เป็นพับและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชา ธรรมเนียมสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นยุติโดยที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โรงเรือน และที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องรวมทั้งโรงพักสินค้า ตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าตกค้างตามฟ้องเป็นทรัพย์ สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ทำสัญญาสัมปทานดำเนิน กิจการสถานีบริการบรรจุและแยกสินค้ากล่องและทำสัญญาเช่าโรงพัก สนค้าตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าตกค้างกับการรถไฟ แห่งประเทศไทย ตามสัญญาดังกล่าวกำหนดให้โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แทนและในนามของ การรถไฟแห่งประเทศไทย วันที่ 12 ธันวาคม 2545 การรถไฟแห่ง ประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำ ปีภาษี 2545 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 71 ถึง 76 วันที่ 7 มีนาคม 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีโรง เรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 สำหรับทรัพย์สินพิพาทให้การ รถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 461,753.53 บาท ตามใบแจ้ง รายการประเมินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 101 ถึง 102 โจทก์ชำระ ภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในนามของ การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 ถึง 4 โจทก์และการรถไฟแห่งประเทศไทยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการ ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และโรงพักสินค้าตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่องหน้า โรงพักสินค้าตกค้างเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ใน กิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตรงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดภาษีหรือขอลดค่าภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุก เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะ ได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวนหรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอ นั้นมีมูลคดี และควรจะให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้น หรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษี ก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับ ประเมิน และผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับในเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ ที่ว่าด้วยประเมนิ"ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานี เอ รวมทั้งโรงพักสินค้าตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าตกค้าง ตลอดมา หากต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยเห็นว่าทรัพย์สินที่การ รถไฟแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดินไว้เป็นทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 9 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของพระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยใน ฐานะผู้รับประเมินที่ได้เคยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือน และที่ดินไว้จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินยื่นต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทุกๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่ จะสนับสนุน เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่า ทรัพย์สินที่พิพาทควรจะให้ยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียงใดหรือ ไม่ หากพนักเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งคำขอยกเว้นภาษี โรงเรือนและที่ดินตามคำขอดังกล่าว เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ รับแจ้งคำชี้ขาดแล้วหากไม่เห็นด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทยมีสิทธิที่ จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดดังกล่าวใหม่ หาก จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดกรณีดังกล่าวแจ้งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ทราบโดยชอบแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วย การรถไฟ แห่งประเทศไทยย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ต่อ ศาลตามลำดับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามพระราช บัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 34 ประกอบ มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 31 ประกอบกับคดีนี้จำเลยทั้ง สองได้ให้การต่อสู้อ้างว่า ทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้มิใช่ทรัพย์สินของ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรงจึงไม่ได้รับ ยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องขอคืน เงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินอันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทได้ รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ จึงยังโต้แย้งกันอยู่และต้อง ผ่านการพิจารณาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก่อน ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ และทางนำสืบของคู่ความไม่ปรากฏว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณายกเว้น ภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงพักสินค้าตกค้างและพื้นที่ต่อเนื่อง หน้าโรงพักสินค้าตกค้างที่พิพาท ทั้งเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1 ประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงพักสินค้าตกค้างและ พื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าตกค้างในปีภาษีพิพาทแล้ว การรถไฟ แห่งประเทศไทยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมนภาษีโรงเรือน และที่ดินประจำปีภาษี 2545 กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำนวนเงินค่า ภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ จำเลยที่ 1 ประเมินไว้เป็นจำนวนเด็ดขาดแล้วตามพระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือและที่ดิน พ.ศ.2535 มาตรา 27 โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะ นำคดีขึ้นสู่ศาล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองใน ประการอื่นจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ เป็นพับ
|