หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 1524/2557
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2557 (พุทธศักราช 2557)







คำพิพากษาฎีกาที่ 1524/2557

      คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้หุ้นกู้ ศาล ชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 ให้จำเลยชำระหนี้ จำนวน 86,591,368.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.1875 ต่อปี ของต้นเงิน 78,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ธันวาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท จำเลยไม่ชำระ ศาลชั้นต้นจึงตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของโจทก์
         ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องถือสัญชาติอินเดีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดห้องชุด เลขที่ 21/370 ชั้นที่ 21, 22 อาคารเลขที่ 21 ชื่ออาคารชุดจุลดิศ ทาวเวอร์ ทะเบียนชุดเลขที่ 2/2532 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1599, 1600 เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทำ สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่นางวาสนา ศิลปกุล ต่อมา วันที่ 31 พฤษภาคม 2532 นางวาสนาโอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าว ให้แก่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องชำระราคาห้องชุดที่เหลือและค่าใช้จ่ายในการ จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมอบ หนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และหนังสือ กรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องเพื่อให้ผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์และยังส่งมอบการครอบครองห้องชุดดังกล่าวให้แก่ ผู้ร้องด้วย ผู้ร้องติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วแต่ไม่สามารถจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ได้ โดยเจ้าพนักงานที่ดินอ้างว่าผู้ร้องมิใช่บุคคลสัญชาติ ไทยไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ การยึดห้องชุดดังกล่าวจึงเป็น การกระทบกระทั้งถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และเป็นบุคคล ภายนอกที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนและ สามารถร้องขอต่อศาลให้บังคับเหนือกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 การยึดห้องชุดดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดห้องชุดเลขที่ 21/370 ชั้นที่ 21, 22 อาคารเลขที่ 21 ชื่ออาคารชุดจุลดิศทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 2/2532 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1599, 1600
         โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านในขณะที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดห้องชุดพิพาท ขณะที่โจทก์นำยึด กรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทยังเป็นของจำเลย การยึดห้องชุดพิพาทไม่ เป็นการกระทบกระทั้งสิทธิของผู้ร้องเพราะตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 หมายความถึงบุคคลภายนอกต้องมี บุริมสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเหนือทรัพย์สินที่จะถูกบังคับคดีหรืออาจมี สิทธิอื่น ซึ่งคำว่ามีสิทธิอื่นนั้นต้องเป็นสิทธิที่เทียบเท่าบุริมสิทธิด้วยเช่น กัน การที่ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์สินแต่มิได้จดทะเบียนโอนให้ เรียบร้อย หาก่อให้เกิดบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างใด สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างผู้ร้องกับจำเลยตกเป็น โมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 เนื่องจาก ไม่มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และสัญญาดังกล่าวมีวัตถุ ประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เพราะขณะทำสัญญา กฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออาคารชุด ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ผู้ร้องจึง ไม่ใช่ผู้อยู่ในฐานะอันจะไม่จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การที่โจทก์ซึ่งเป็น บุคคลภายนอกนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดห้องชุดพิพาท เป็นการกระทำโดยสุจริต ผู้ร้องไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยทำตั้งแต่ปี 2532 ขณะ นั้นไม่มีกฎหมายยอมให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออาคารชุดให้ แก่คนต่างด้าว แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องไม่มีความประสงค์ที่จะรับโอน กรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่จะซื้อเพราะขณะนั้นไม่มีผู้ใดคาดหมายได้ว่าใน อนาคตจะมีการแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้คนต่างด้วยสามารถถือ กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออาคารชุดได้ ทั้งในสัญญาก็ไม่มีเงื่อนไขหรือ เงื่อนเวลาสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้เห็นเจตนาของผู้ร้องได้ ชัดเจนว่าไม่มีเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ หากผู้ร้องมีเจตนาที่จะซื้อ และรับโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยจริง ผู้ร้องน่าจะดำเนินการโอน กรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทนานแล้ว แต่ผู้ร้องกลับปล่อยเวลานานจน กระทั้งโจทก์ทำการบังคับคดี การที่ผู้ร้องอ้างเหตุว่าติดต่อขอรับโอน กรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วแต่เจ้าพนักงานที่ดินอ้างว่าไม่ สามารถดำเนินการได้เนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทยไม่อาจ ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทได้ ก็ไม่เป็นความจริงเนื่องจากมีบุคคล ต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดเดียวกันจำนวนหลายรายและยัง ไม่เกินกว่าอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้อง
         ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดห้องชุดเลขที่ 21/ 370 ชั้น 21, 22 อาคารเลขที่ 21 ชื่ออาคารจุลดิศทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 2/2532 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1599, 1600 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพ มหานคร และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่า ทนายความ 3,000 บาท
         โจทก์อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
         ผู้ร้องฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันใน ชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องถือสัญชาติอินเดีย เดิมนางวาสนา ศิลปกุล ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกำจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะ ขายเอกสารหมาย ร.4 และ ร.11 ต่อมาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2532 นางวาสนาโอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องตาม หนังสือขอโอนสิทธิเอกสารหมาย ร. 12 ผู้ร้องชำระค่าห้องชุดพิพาทให้ แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงมอบหนังสือมอบอำนาจ การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทและหนังสือกรรสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้ แก่ผู้ร้องเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตาม หนังสือมอบอำนาจและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเอกสารหมาย ร.16 และ ร.21 พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ร้องยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ใน ห้องชุดพิพาทเป็นของผู้ร้อง
         มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่น คำร้องขอให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึดได้หรือไม่ เห็นว่า หลักจากที่ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิตามสัญญาจากนางวาสนา ผู้ร้องกับ จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทต่อกันโดยมีเงื่อนไข และข้อตกลงเป็นไปตามสัญญาเดิม เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย ร.11 ข้อ 4 แล้วเห็นได้ว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงจะ ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดกันตามสัญญาในภายหลัง ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้จะซื้อได้ชำระเงินให้แก่ผู้จะขาย ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว สัญญาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าวจึง เป็นสัญญาจะซื้อจะขายหาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่ผู้ร้อง ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทเป็นของผู้ร้องจัง ไม่ตกเป็นโมฆะตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ แม้ขณะที่ผู้ร้องเข้าทำ สัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยนั้นผู้ร้องเป็นคนต่างด้าว แต่ตาม พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 บัญญัติไว้ว่า ให้ นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามประมวล กฎหมายที่ดินมาใช้บังคับแก่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคน ต่างด้าวอันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นก็ไม่ได้ห้ามขาดมิให้ถือ กรรมสิทธิ์ในห้องชุด ซึ่งคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายที่ดิน และต่อมาตรา 19 ก็มีการแก้ไขโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ให้สิทธิคน ต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ หากคนต่างด้าวนั้นมีคุณสมบัติ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ สัญญาจะซื้อจะยายระหว่างผู้ร้องกับ จำเลยจึงไม่เป็นโมฆะหรือโมฆียะ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาจะซื้อ จะขายยังมีผลบังคับและผู้ร้องได้ชำระค่าห้องชุดพิพาทครบถ้วยรวม ทั้งมีการเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทที่ซื้อแล้ว คงเหลือแต่ การจดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เท่านั้น ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิ ของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และโดยเหตุที่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมไม่กระทบกระทั้งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจ ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาตรา 287 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดห้องชุดพิพาท เพื่อบังคับคดีอันเป็นการกระทบกระทั้งถึงสิทะของผู้ร้องตามกฎหมาย ดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาทที่โจทก์ นำยึดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
         อนึ่ง คดีนี้เป็นการร้องให้เพิกถอนการยึดตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง 287 มิใช่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ดังนั้น ศาลชั้นต้นเรียก ค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกากับเรียกค่าขึ้นศาล จากโจทก์ในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้นไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่า ขึ้นศาลที่เสียเกินมาในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาแก่ผู้ร้องและในชั้น อุทธรณ์แก่โจทก์"
         พิพากษากลับ ให้บังคับคดีในตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทีเกิน 200 บาท ในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาแก่ผู้ร้องและในชั้น อุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งสามศาลให้เป็นพับ





คำพิพากษาฎีกาที่ 1524/2557 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 1524/2557


จำนวนผู้ชม : 2506 ครั้ง
ลงวันที่ 26/08/2015 15:59:05




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน