หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2557
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2557 (พุทธศักราช 2557)







คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2557

     โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับสิทธิดำเนินกิจการท่าเทียบเรือบี 1 บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี จังหวัดชลบุรี แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้ก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังรวมทั้งสาธารณูปโภคที่จำเป็นในการ ประกอบการท่าเรือเดินทะเล ซึ่งมีหน้าที่ประกอบและส่งเสริมกิจการ ท่าเรือเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน ตามสัญญาเช่าสำหรับการ บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือบี 1 ตามสัญญากำหนดให้โจทก์ เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ต้องจ่ายตามกฎหมาย วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2551 สำหรับท่าเทียบเรือบี 1 ต่อจำเลย ที่ 1 วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่ การท่าเรื่อแห่งประเทศไทย กำหนดค่ารายปีท่าเทียบเรือบี 1 เป็นเงิน 63,163,113.42 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 7,895,265.43 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้รับยกเว้น ภาษีทุกประเภท ยกเว้นรายได้ที่เกิดจากการเช่า ประกอบกับสัญญา ระหว่างโจทก์กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นสัญญาสัมปทานและ สัญญาร่วมลงทุน โจทก์จึงขอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นคำร้อง ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 โดย แนบคำอธิบายประกอบคำร้องที่มีรายละเอียดสูตรการคำนวณภาษี อากร วันที่ 11 สิงหาคม 2551 จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้แจ้งคำชี้ขาดไปยังการท่าเรือ แห่งประเทศไทยว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถูกต้องแล้ว วันที่ 14 สิงหาคม 2551 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือน และที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ยังไม่เห็นด้วยกับ คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เนื่องจากหนังสือแจ้งรายการประเมินของ จำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องให้พิจารณาการ ประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 มิได้ระบุเหตุผลหรือข้อเท็จจริงอันเป็น สาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาหรือข้อสนับสนุนในการ ใช้ดุลพินิจ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจได้รับการ ยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและตามกฎหมาย อื่น รวมทั้งค่าธรรมเนียมอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดิน ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดให้โจทก์ต้อง พัฒนาท่าเทียบเรือซึ่งเป็นบริการสาธารณะ จัดหาทรัพย์สินตลอดจน อุปกรณ์และเครื่องมือทุ่นแรงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจตามสัดส่วน ข้อตกลงในสัญญา การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีส่วนร่วมในการ กำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บจากเรือที่ใช้บริการท่าเทียบเรือ การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีภาระหน้าที่และอำนาจมากว่าการเป็น ผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ เช่น การมีสิทธิเข้าตรวจสอบบัญชีของ โจทก์ เพื่อตรวจสอบรายได้และส่วนแบ่งที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้รับจากการดำเนินงานของโจทก์ การควบคุมและให้ความเห็นชอบ ในการนำเรือเข้าเทียบท่าในแต่ละครั้ง การควบคุมค่าบริการที่โจทก์จะ เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการท่าเทียบเรือรวมถึงการให้บริการเรือลากจูง ภายในบริเวณท่าเทียบเรือ เป็นต้น  ภาระหน้าที่ระหว่างโจทก์กับการ ท่าเรือแห่งประเทศไทยมีลักษณะพิเศษและอยู่นอกเหนือภาระหน้าที่ ของผู้เช่าและผู้ให้เช่าตามกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ แต่เป็นสัญญาที่ สอดคล้องกับคำว่าสัมปทาน นอกจากนี้ค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ ในสัญญาแตกต่างจากการชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าทั่วไป โดยมีการ กำหนดค่าตอบแทนเป็นสองส่วน คือค่าตอบแทนคงที่รายปี (Fixed Fee) ซึ่งเป็นค่าตอบแทนชั้นต่ำที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดขึ้น โดยพิจารณาจากองค์ประกอบและปัจจัยด้านการลงทุนหลายประการ รวมทั้งแผนธุรกิจที่โจทก์เสนอไว้ กับค่าตอบแทนเพิ่มเติมตามปริมาณ ผลประกอบการ (Additional Fee) โดยกำหนดจากรายได้การประกอบ กิจการตามสัญญา ค่าตอบแทนดังกล่าวจะแปรผันตามปริมาณ ตู้สินค้าที่ยกขนในท่าเทียบเรือที่โจทก์เข้ารับสัมปทาน สัญญาดังกล่าว มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานที่มีการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชนมิใช่สัญญาเช่า อย่างไรก็ตามจำนวนค่าภาษีโรงเรือนและ ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บสูงเกินส่วน เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึง มูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างใน สัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง โดยนำเอามูลค่าก่อสร้างและค่าตอบแทน ของท่าเทียบเรือบี 1 ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างโดยการลงทุนของการ ท่าเรื่อแห่งประเทศไทยที่น้อยกว่าการก่อสร้างท่าเทียบเรืออื่นมาเป็น ฐานในการคำนวณภาษี การคำนวณสัดส่วนการใช้พื้นที่ถูกต้องควร เป็นการนำมูลค่าค่าตอบแทนคงที่ราบปี (Fixed Fedd) มาคำนวณหา สัดส่วนตามพื้นที่การใช้ประโยชน์เฉพาะในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง จากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดในทรัพย์สินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดไว้ให้มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี ซึ่งจะทำให้มีภาระภาษีโรงเรือน และที่ดินไม่เกิน 4,538,910 บาท การประเมินและคำชี้ขาดของ จำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการ ประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 23 เลขที่ 89 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 และคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 1  ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 7,895,265.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าชำระเสร็จ แก่โจทก์ หรือให้เรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่เกิน 4,538,910 บาท  โดยให้คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 3,356,355.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดสาม เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
         จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้รับประเมินและไม่ได้ยื่น คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้ มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง อีกทั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดได้มีหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อ ขอลดหย่อนค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2551 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยตามที่เห็นสมควรโดยมติของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด          แต่คณะรัฐมนตรียังไมได้มีมติเกี่ยวกับค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือน และที่ดินประจำปีภาษีดังกล่าว ค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามคำชี้ขาดจึงยังไม่เป็นจำนวนเด็ดขาด อีกทั้งจำเลยที่ 2  ไม่ได้รับเงิน ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจาก นี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณา การประเมินใหม่โดยโต้แย้งในประเด็นที่สัญญาระหว่างโจทก์กับ การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นสัญญาสัมปทานที่มีการร่วมลงทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชนมิใช่สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่1 จึงไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินพิพาท การที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และ ไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดให้ อย่างไรก็ดีสัญญาระหว่าง โจทก์กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็มิใช่สัญญาสัมปทาน โจทก์จึง ไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับค่าตอบแทนที่โจทก์ชำระให้แก่การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยตามคำฟ้องของโจทก์ถือเป็นค่าตอบแทน เนื่องมาจากการ ที่ได้ใช้ท่าเทียบเรือบี 1 จึงเป็นค่าเช่า ไม่ว่าค่าตอบแทนนั้นจะเรียกชื่อ อย่างไร พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงสามารถประเมินค่ารายปี จากค่าตอบแทนคงที่รายปี 120,000,000 บาท แต่พนักงาน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใช้ค่าตอบแทนคงที่รายปีเพียงบางส่วน 86,666,666.87 บาท (ที่ถูก 86,666,666.67 บาท) ที่คำนวณ จากการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินอย่าง แท้จริงตามสูตรค่าตอบแทนคงที่ท่าเทียบเรือบี 1 เท่ากับค่าก่อสร้างท่า เทียบเรือ หักด้วย ค่าขุดลอกและถมดิน ค่ายางประกับเขื่อน คณูด้วย ค่าตอบแทนคงที่ของท่าเทียบเรือบี 1 หารด้วย ค่าก่อสร้างท่าเรือ บี 1 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและใช้คำนวณค่ารายปีของ ประจำปีภาษี 2546และ 2550 การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2551 ตามสูตรดังกล่าวเช่นเดียวกับ ประจำปีภาษี 2550 จึงชอบแล้ว สำหรับทรัพย์สินของท่าเทียบเรือ พิพาทที่โจทก์อ้างว่ามีมูลค่า 651,580,020 บาท โดยแบ่งเป็น ทรัพย์สินประเภทโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 197,163,907 บาท คิด เป็นร้อยละ 30.2594 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ค่าเช่าสำหรับที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในท่าเทียบเรือจึงสมควรให้เช่าได้ไม่เกินร้อยละ 30.2594 ของค่าตอบแทนคงที่รายปี 120,000,000 บาท คือ 36,311,280 บาท เป็นการคำนวณหาค่ารายปีไม่ถูกต้อง เนื่องจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ชี้แจ้งที่มาของค่าตอบแทนคงที่ คำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ลงทุนไป จึงประกอบด้วยค่าก่อสร้างของทรัพย์สินประเภทโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง และค่าเครื่องมือยกขน โดยท่าเทียบเรือบี 1 มีแต่ค่าก่อสร้างทรัพย์สิน ประเภทโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวม 221,864,083 บาท ไม่มีค่า เครื่องยกขนสำหรับท่าเรือบี 2 จำนวน 394,245,183 บาท ท่า เทียบเรือบี 3 และ บี 4 ท่าละ 262,341,652 บาท จึงเห็นควรไม่ให้ นำค่าเครื่องมือยกขนมาคำนวณไว้ในค่าตอบแทนคงที ดังนั้น การ คำนวณค่าตอบแทนคงที่ในส่วนของท่าเทียบเรือบี 1 ถือตามค่า ตอบแทนคงที่ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายต่อปีเป็นค่ารายปีเพราะไม่มี เครื่องมือยกขน ส่วนท่าเทียบเรือบี 2 ถึง บี 4 ค่าตอบแทนคงที่จริงควร หักค่าเครื่องมือยกขนออกจากค่าก่อสร้างทั้งสิ้นเสียก่อน แล้วเทียบกับ ค่าตอบแทนคงที่ของท่าเทียบเรือบี 1 ต่อมาให้กักค่าขุดลอกถมดิน และค่ายางประกับเขื่อนออกด้วย เหตุที่นำค่าตอบแทนคงที่ของท่า เทียบเรือบี 1 มาเปรียบเทียบเพราะการท่าเรือแห่งประเทศไทยมิได้ โต้แย้ง สำหรับกรณีที่ไม่นำท่าเทียบเรืออื่นมาเทียบเคียง เนื่องจาก ทรัพย์สินของท่าเทียบเรือบี 4  เป็นการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่นำ มาให้เช่าจึงเป็นกรณีมีค่าเช่าที่ชัดเจน ส่วนท่าเทียบเรืออื่นที่บริษัท เอกชนเป็นเจ้าของเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองจึงไม่มี ค่าเช่า ต้องใช้ราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่คณะกรรมการ ประเมินค่ารายปีกำหนด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุง ค่าเช่ามาตรฐานกลาง จึงยังไม่สามารถนำมาใช้เทียบเคียงได้ หนังสือ แจ้งรายการประเมินของจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณา คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
         ระหว่างพิจารณาโจทก์สละประเด็นตามคำฟ้องที่อ้างว่า หนังสือแจ้งการประเมินและหนังสือแจ้งคำชี้ขาดเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
         ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือน และที่ดินประจำปีภาษี 2551 สำหรับท่าเทียบเรือบี 1 เป็นเงิน 4,538,910 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีส่วนที่ลดลง 3,356,355.43 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน มิฉะนั้นให้ใช้ ดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่พ้นเวลานั้นของคำพิพากษาอัน เป็นที่สุดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 45,000 บาท และให้ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
         จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
         ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิ ดำเนินกิจการท่าเทียบเรือบี 1 บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี แทนการท่าเรือประเทศไทย ตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือบี 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 15 ถึง 74 (คำแปลตามเอกสารหมาย จ.5) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือน และที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2551 ต่อจำเลยที่ 1 ตามเอกสาร หมาย ล.1 แผ่นที่ 28 ถึง 30 วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จำเลย ที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ 23 เลขที่ 89 เป็นค่ารายปี 63,163,123.42 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 7,895,265.43 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 24 วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์มีหนังสือ เลขที่ LCB 07/08/225 ขอให้การท่าเรือแห่งประเทศ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่น ที่ 81 ถึง 85 วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทย มีหนังสือ เลขที่ กทท 6005/1988 และคำร้องขอให้พิจารณาการ ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2551 ไปยังจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 66 ถึง 73 วันที่ 11 สิงหาคม 2551 จำเลยที่ 2 มีหนังสือ เลขที่ ชบ 52302/4434 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 1 ให้ยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ของ จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 46 และ 47 วันที่ 14 สิงหาคม 2551 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวให้แก่ จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 94 การท่าเรื่อแห่งประเทศ ไทยมีหนังสือ เลขที่ กทท 605/2873 ฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2551 เสนอปลัดกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ขอลดหย่อนค่ารายปีและ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามเอกสาร หมาย ล.5 แผ่นที่187 ถึง 193 ต่อมากระทรวงคมนาคมมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ คค (ปคร) 0206/233 ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง ขอลดหย่อนค่ารายปีการ ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตาม เอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 179 ถึง 185 แต่คณะรัฐมนตรียังไม่ได้มี มติเกี่ยวกับค่ารายปีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีดังกล่าว         
         ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นเพียงผู้ ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาเช่าระหว่างการ ท่าเรื่อแห่งประเทศไทยกับโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้รับประเมินและ มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นผู้รับการประเมินและผู้อื่น คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อไม่พอใจคำชี้ขาดของ จำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือน และที่ดินมีจำนวนสูงเกินสมควร จึงมีหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อ ขอลดหย่อนค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท ซึ่งประเด็นค่ารายปีมีจำนวนสูงเกินไปหรือไม่ยังอยู่ในระหว่างการ พิจารณาของคณะรัฐมนตรี ค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่เป็นที่เด็ดขาด หากการท่าเรือแห่ง ประเทศไทยไม่พอใจมติของคณะรัฐมนตรีและประสงค์จะดำเนินคดี แก่จำเลยทั้งสอง การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามมติ คณะรัฐตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 โดยต้องส่งเรื่องที่มีกรณี พิพาทกับจำเลยทั้งสองให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาและมี ความเห็นเสนอคณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของ ส่วนราชการและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาด แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึง ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มี อำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นกันนั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาดจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับ แต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด และวรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณี ที่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจในคำชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ให้รัฐวิสาหกิจนั้นนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 ในการนี้คณะ รัฐมนตรีมีอำนาจให้ลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามที่ เห็นสมควร มติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษี อากร เห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างเหตุผลในคำฟ้องว่า การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยได้รับยกเว้นการชำระภาษีทุกประเภท ยกเว้นรายได้ที่เกิด จากการเช่า สัญญาระหว่างโจทก์กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยมี ลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานและร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับภาค เอกชนหาใช่สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยถือเอาชื่อของ สัญญามาเป็นเหตุแห่งการประเมิน โดยมิได้พิจารณาถึงเนื้อหาสาระ และเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญา อีกทั้งนำจำนวนเงินตาม ค่าตอบแทนคงที่รายปีตามสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย กับโจทก์มากำหนดเป็นค่ารายปีเพื่อใช้คำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยอนุมานว่าค่าขอบแทนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควร ให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ซึ่งสูตรในการคำนวณภาษีโรงเรือนที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่สอดคล้องกับพระราช บัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน อีกทั้งมิได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของ ทรัพย์สินประเภทโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์ จริงของโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือถึงการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อขอ ให้โต้แย้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท แต่ตาม คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ว่าได้รับยกเว้นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาตาม คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมิน ไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ส่วนที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าสัญญา ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือน และที่ดินเป็นการอ้างเหตุเพื่อให้โจทก์มีอำนาจฟ้องตามพระราช บัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย เท่านั้น ทั้งที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับประเมินและเสีย ภาษีโรงเรือนและที่ดินจากทรัพย์สินพิพาทมาหลายปีไม่เคยมีข้อโต้ แย้งเกี่ยวกับประเด็นนี้ต่อจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ดังนั้น การท่าเรือ แห่งประเทศไทยจะต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้การท่าเรือ แห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เสนอคณะรัฐมนตรี แต่คณะรัฐมนตียังมิได้แจ้งคำวินิจฉัย การท่าเรือ แห่งประเทศไทยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ชำระ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามสัญญา เช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือบี 1 ณ ท่าเรือ แหลมฉบัง โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการชำระค่าภาษีโรง เรือนและที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ ของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2575 มาตรา 31 วรรคท้ายด้วย เมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยยังมิได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ของคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและกำหนดค่าราย ปีใหม่ โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกา แผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"
         พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่า ฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ





คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2557 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2557


จำนวนผู้ชม : 1612 ครั้ง
ลงวันที่ 26/08/2015 23:21:15




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน