คำพิพากษาฎีกาที่ 1586/2557
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 8757/2545 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการสูงสุด โจทก์ นายประทีป ปิติสันต์ โจทก์ร่วม นายบุญชัย สงวน ความดี จำเลย โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทนายความและจำเลยที่ 2 ซึ่ง เป็นจำเลยร่วมกันเรียงอุทธรณ์และยื่นต่อศาลอันมีเจตนาแจ้งข้อความ อันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและร่วมกันหมิ่นประมาทนายประทีป ปิติสันต์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมว่าใช้อิทธิพลดำเนินคดีแก่นางบุญพิน นิติภัยธรรม ในข้อหาหมิ่นประมาทจนนางบุญพินถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ทั้งๆ ที่นางบุญพินมิได้หมิ่น ประมาทโจทก์ร่วม แต่เป็นการโต้เถียงกันทางโทรศัพท์อันหากจะเป็น ความผิดก็เพียงฐานดูหมิ่น (ซึ่งหน้า) เท่านั้น แต่โจทก์ร่วมกลับแจ้ง ข้อความอันเป็นเท็จเปลี่ยนข้อหาเป็นฐานหมิ่นประมาท จนนางบุญพิน ต้องถูกควบคุมตัวในห้องขังและเกิดความหวาดกลัวต้องย้ายภูมิลำเนา ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ร่วมยังกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยขีดฆ่าคำเบิกความของพยานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามเอสาร หมาย ล.37 ให้คลาดเคลื่อนไปจากคำพยานเอกสารหมาย ล.38 โจทก์ร่วมยังได้ลักเอาเอกสารไปจากสำนวนของศาลอาญาธนบุรี คดี หมายเลขดำที่ 4009/2541 ตามคำฟ้องเอกสารหมาย ล.24 โดย เอกสารชุดหมาย จร.12 สูญหายไป 1 แผ่น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่ได้เป็นประเด็นเกี่ยวกับคดีแต่อย่างใด แต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์ร่วมไมได้ใช้อิทธิพลดำเนินคดี แก่นางบุญพิน แต่นางบุญพินกระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ร่วมได้ แจ้งความดำเนินคดี อีกทั้งโจทก์ร่วมไม่เคยขีดฆ่าคำเบิกความของ พยานและลักเอกสารจากสำนวนของศาลไป อุทธรณ์ของจำเลย ทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงานและร่วมกัน หมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ร่วมต่อศาลซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่าโจทก์ ร่วมมีความประพฤติไม่ดี ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตุลาการ ใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ดำเนินการแก่บุคคลอื่นโดยไม่ชอบ ละเมิดอำนาจศาล โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58,83,90,137,326 และนำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอ การลงโทษไว้ในคดีทั้งสองดังกล่าวบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ใน คดีนี้ด้วย
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคล คนเดียวกับจำเลยในคดีทั้งสองที่โจทก์ขอให้บวกโทษ
ระหว่างพิจารณานายประทีป ปิติสันต์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้อง ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสอง ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษ จำคุกให้รอการลงโทษไว้ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีจึงมิอานจำโทษจำคุกเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับ โทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์ที่ โจทก์ร่วมขับแล้วทั้งสองฝ่ายโต้เถียงทะเลาวิวาทกัน และต่างก็แจ้ง ความให้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นต่อมายังมีการแจ้งความ และฟ้องร้องดำเนินคดีกันอีกหลายเรื่อง จนวันที่ 24 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ร่วมต่อประธานศาลฎีกาและ คณะกรรมการตุลาการ โจทก์ร่วมเห็นว่าการยื่นหนังสือร้องเรียน ดังกล่าวเป็นการทำความผิดต่อกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้พนักงาน สอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งภายหลังพนักงานอัยการได้ยื่น ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ในความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม สำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย ล.17 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 จำเลยที่ 2 ยื่น อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เป็นทนายความเรียง อุทธรณ์ตามสำเนาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.5 สำหรับข้อหาความผิด ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 137 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมเพียงว่า การยื่นอุทธรณ์ ในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.5 มีข้อความที่เป็น การหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม คือข้อความที่อ้างว่าโจทก์ร่วมใช้อิทธิพล ดำเนินคดีแก่นางบุญพิน นิติอภัยธรรม ในข้อหาหมิ่นประมาทจน นางบุญพินถูกลงโทษตามคำพิพากษา และเกิดความเกรงกลังจนต้อง ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้โจทก์ร่วมกระทำความ ผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยการขีดฆ่าข้อความในคำเบิกความของ พยานโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังลักเอกสารไปจากสำนวนคดีอาญา หมายเลขดำที่ 4009/2541 ของศาลอาญาธนบุรีด้วย โดยเมื่อ พิจารณาจากสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย ล.17 แล้ว จะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 จะต่อสู้คดีอย่างไรก็เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 ที่จะกระทำได้ในฐานะเป็น จำเลยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจากข้อกล่าวหา แม้ว่าจะกล่าวอ้างข้อความ อันเป็นเท็จก็ตาม และข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อันเป็น การใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะ ประเด็นแรกซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการที่จำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมใช้ อิทธิพลในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนนทบุรีดำเนินคดีแก่ นางบุญพินนั้น ศาลชั้นต้นได้หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโดยตรงใน คำพิพากษาเพื่อวินิจฉัยสนับสนุนให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ใน คดีก่อนดังกล่าวเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมด้วย ตามสำ เนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 หน้า 16 ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 จึงยื่นอุทธรณ์โดย ในคำอุทธรณ์ก็ย่อมต้องอ้างถึงข้อเท็จจริงอันเดียวกันนั้นด้วย คือเรื่องที่ อ้างว่าโจทก์ร่วมใช้อิทธิพลดำเนินคดีแก่นางบุญพิน ไม่เช่นนั้นจำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อย่างไร การกล่างอ้าง เรื่องดังกล่าวในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 สามารถทำได้โดยชอบ สำหรับเรื่องที่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและลักเอกสารไป จากสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4009/2541 ของศาลอาญา ธนบุรีนั้น แม่ไม่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏ ว่าในชั้นพิจารณาคดีก่อนจำเลยที่2 ได้นำสืบต่อสู้ให้ปรากฏไว้แล้ว่า มีเอกสารหายไปจากสำนวนของศาลจริงตามเอกสารหมาย ล.2 ล.3 ซึ่งโจทก์ร่วมก็ยอมรับว่ามีเอกสารสูญหายจริง เพียงแต่ยืนยันว่าโจทก์ ร่วมไม่ได้เป็นผู้เอาไป ตามสำเนาคำร้องเอกสารหมาย ล.1 แต่จำเลย ที่ 2 ก็ได้ตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่สูญหายไปก่อนหน้านี้ ต่อ มาโจทก์ร่วมได้นำมาอ้างต่อศาลอีกตามสำเนาคำร้องเอกสารหมาย ล.19 ส่วนการขีดฆ่าข้อความในคำเบิกความของพยานประเด็นปาก นายแพทย์รุ่งโรจน์ กาญจนศิริโรจน์ ก็ปรากฏตามสำเนาคำให้การพยาน เอกสารหมาย ล.14 ว่ามีการขีดฆ่าจริง แม้จะไม่มีข้อความหลักฐาน ยืนยันแน่ชัดว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ขีดฆ่า แต่ตามเอกสารหมาย ล.11 โจทก์ร่วมก็ระบุว่าศาลจังหวัดหนองคายบันทึกคำพยานผิดพลาด เห็น ว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างเหตุที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ขีดฆ่าคำเบิกความของ พยานหรือลักเอกสารไปจากสำนวนความของศาลในอุทธรณ์ของ จำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เป็นการกล่างอ้างลอย ๆ ในเรื่องที่ไม่เคยว่า กล่าวกันมาก่อน แต่เป็นการกล่างอ้างอย่างมีพยานหลักฐานยืนยันว่า มีข้อเท็จจริงเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง และมีเหตุอันควรที่ทำให้จำเลยที่ 2 ควรเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้กระทำการดังกล่าวจริง ทั้งยังเป็นเรื่องที่เคย ยกขึ้นว่ากันมาก่อนหน้านั้นแล้ว แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่ใช่ ประเด็นสำคัญโดยตรงในคดี แต่ก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 2 ต้องนำสืบและ กล่าวอ้างเพื่อหักล้างทำลายน้ำหนักคำพยานของโจทก์ร่วมให้เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่น่าเชื่อถือ เป็นคนไม่ดี ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น เช่น เดียวกับที่ทำกับจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการเพื่อต่อสู้คดีของตนเอง เพื่อให้ตนเองพ้นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การยื่น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการที่คู่ความหรือทนายความ ของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีใน ศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มี ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 ที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
|