คำพิพากษาฎีกาที่ 1605/2557
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2439 เวลากลางคืน หลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมี อาวุธปืนลูกซองสั้นไม่ทราบขนาด 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมาย ทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและเครื่องกระสุน 3 นัด ไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับในอนุญาต และพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนดัง กล่าวติดตัวไปบริเวณสนามหน้าวัดหนองตะเคียน หมู่ที่ 18 อันเป็น เมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน ติดตัว ทั้งมิใช่กรณีต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายชาติ ชาย พันอักษร ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนถูกบริเวณหลังผู้เสียหาย โดยจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยลงมือ กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์รักษาได้ ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับอันตรายสาหัส ต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,91,288,289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72ทวิ
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหลังผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับ อันตรายสาหัส คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลย กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มี ดาบตำรวจประชุม คงทน พันตำรวจโทประเสริฐ จักษรุ่งฤทธิ์ระวี พัน ตำรวจโทพงษ์รัตน์ แก้วประดิษฐ์ และพันตำรวจโทจิรเดชหรือชวลิต ปานพรมหรือปานพรหม เบิกความเป็นพยานได้ความว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2539 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายและ นายทรงวุฒิ เนตรวิลา นั่งดื่มสุรากันอยู่นั้น มีชาวบ้านชักชวนให้ไปช่วย ดายหญ้าที่บริเวณสนามของวัดหนองตะเคียน ผู้เสียหายและนายทรง วุฒิจึงไปดายหญ้าที่วัดดังกล่าว ต่อมากระแสไฟฟ้าภายในวัดเกิดดับ และมีการแก้ไขจนกระทั่งไฟฟ้าติด ครั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ชาวบ้านที่มาช่วยกันดายหญ้าเริ่มทยอยกลับ ผู้เสียหายจึงกลับบ้าน โดยขับรถจักยานยนต์ออกไปได้ประมาณ 4 เมตร เห็นพื้นดินมีเงาคน ตามมา จึงหันไปดูเห็นจำเลยวิ่งมาทางด้านหลังและหยุดห่างจาก ผู้เสียหายประมาณ 3 ถึง 4 เมตร จำเลยถือปืนเล็งยิงมายังผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณกลางหลังเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลง จากรถ หลังจากนั้นนายสำราญ บุตรฝาง จึงนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ ในชั้นสอบสวนพนักงาน สอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าพยามยามฆ่าผู้แทนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดย ไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า คดนี้โจทก์มีผู้เสียหาย เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่อ้างว่าเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ อาวุธปืนยิงคน และมีนายทรงวุฒ นายสำราญ เป็นพยานพฤติการณ์ แวดล้อมกรณี แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำพยานดังกล่าวมาเบิกความต่อ ศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ส่วนนายทรงวุฒิ และนายสำราญ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับแต่ก็ไม่สามารถจับตัว พยานดังกล่าวมาเบิกความได้ โจทก์จึงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวน ของบุคคลดังกล่าวอ้างส่งประกอบคำเบิกความของพันตำรวจโท ประเสริฐ พนักงานสอบสวน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ซึ่งคำให้การในชั้นสอบสวนของบุคคลดังกล่าวเป็นเพียงพยาน บอกเล่า การที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายและนายทรงวุฒิกับนาย สำราญหลบหนีไม่ยอมมาเบิกความถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจ นำบุคคลดังกล่าวเป็นพยานได้ อันเป็นข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยาน บอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและ ไม่ควรเชื่อยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมี เหตุผลหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐาน ประกอบอื่นมาสนับสนุนตามมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อ พิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังขับรถจักรยานยนต์ ออกจากวัดเพื่อกลับบ้านและอ้างว่าเห็นมีเงาคนตามมา จึงหันไปดู และพบจำเลยอยู่ห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร โดยจำเลยถืออาวุธปืน สองมือและเล็งยิงมายังผู้เสียหายถูกบริเวณกลางหลังผู้เสียหายและ ทำให้ผู้เสียหายล้มลง แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายถูกยิงทางด้านหลัง ซึ่ง เมื่อพิจารณาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ตามเอกสาร หมาย จ.1 ผู้เสียหายมีบาดแผลที่หลังแถบขวา 3 รู ด้านซ้าย 3 รู บาดแผลในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้กับ คนร้าย ลูกกระสุนปืนจึงกระจายถูกเต็มแผ่นหลัง แต่ตามที่ผู้เสียหาย ให้การต่อพนักงานสอบสวน ปรากฏว่าผู้เสียหายหันไปดูคนร้าย จึง เป็นลักษณะที่ผู้เสียหายเอี้ยวตัวไปมองทางด้านหลังในขณะขับรถ จักรยานยนต์ หากผู้เสียหายถูกยิงในลักษณะเช่นนี้ ลูกกระสุนปืนย่อม ไม่ถูกเต็มพื้นที่แผ่นหลังทั้งแถบซ้ายและแถบขวาตามที่ปรากฏในผล การตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ดังกล่าว กรณีจึงเป็นที่สงสัยว่า ผู้เสียหายได้หันไปมองคนร้ายดังที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ อีกทั้งนายทรงวุฒิได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.12 ว่า ขณะที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด โดยดังมาจากทิศทางที่ จำเลยยืนอยู่ และเห็นจำเลยวิ่งอย่างเร็วไปทางหลังวัด จำเลยอยู่ห่าง จากผู้เสียหายประมาณ 3 ถึง 4 เมตร และอยู่ห่างจากนายทรงวุฒิ ประมาณ 4 เมตรา แสดงให้เห็นว่าจำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายและ นายทรงวุฒิไม่มากและนายทรงวุฒิก็อยู่หางจากผู้เสียหายไม่มากเช่น กัน แต่ขณะที่นายทรงวุฒิได้ยินเสียงปืน นายทรงวุฒิได้มองไปทาง เสียงปืนทีนทีกลับไม่เห็นจำเลยถืออาวุธปืนเล็งยิงไปทางผู้เสียหายดังที่ ผู้เสียหายเห็น ผู้เสียหายและนายทรงวุฒิอยู่ในที่เกิดเหตุในเวลา เดียวกันกลับเห็นเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน และการที่นายทรงวุฒิเห็น จำเลยวิ่งหนี อาจเป็นกรณีที่จำเลยวิ่งหลบหนีภัยเมื่อได้ยินเสียงปืน ก็เป็นไปได้ นอกจากนั้นนายทรงวุฒิยังได้ให้การอีกว่าจำเลยเป็นผู้ดึง ปลั๊กสายไฟออกทำให้ไฟดับ หากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริงจำเลยย่อม จะต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในขณะที่ไฟดับเพื่อการปิดบังและ อำพรางการกระทำผิดของตน แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายถูกยิงเมื่อกระแส ไฟถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการผิดวิสัยของคนร้ายที่จะก่อเหตุใน ขณะที่มีแสงไฟส่องสว่าง อีกทั้งนายสำราญได้ให้การต่อพนักงาน สอบสวนตามเอกสารหมาย จ.13 ว่า เมื่อกระไฟฟ้าดับนายสำราญ ได้ไปที่ศาลาเพื่อแก้ไขและเห็นจำเลยยืนอยู่ที่หน้าศาลา ขณะที่นาย สำราญส่องไฟฉายไปที่จำเลยเห็นบริเวณด้านหลังของจำเลย มีด้ามปืนโผล่ออกมาจากชายกางเกง เมื่อแก้ไขทำให้ไฟฟ้าใช้การ ได้แล้ว ขณะกำลังใส่รองเท้ามีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และเห็นผู้เสียหาย ล้มลงจากรถจักรยานยนต์ นายสำราญจึงนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล จากคำให้การของนายสำราญดังกล่าว จะเห็นได้ว่าขณะที่นายสำราญ ใช้ไฟฉายส่องไปบริเวณที่จำเลยยืนอยู่และเห็นด้ามปืนโผล่ออกมาจาก ชายกางเกงจำเลยนั้น ขณะนั้นบริเวณวัดไฟฟ้าดับไปทั่วบริเวณไฟฉาย ที่นายสำราญใช้ส่องไม่ปรากฏว่ามีความสว่างมากน้อยเพียงใดและ ก็ไม่ปรากฏว่านายสำราญอยู่ห่างจากจำเลยเพียงใด ระยะห่างและ ความสว่างของไฟฉายจะถึงขนาดที่ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งที่จำเลย พกอยู่ได้อย่างชัดเจนหรือไม่ก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ และวัตถุที่จำเลยพก อยู่จะใช่ด้ามปืนหรือไม่ก็ไม่อาจยืนยันได้ คำให้การในชั้นสอบสวนของ พยานโจทก์ดังกล่าวทั้งสามปาก ล้วนมีข้อพิรุธและสงสัยตามสมควร และการที่ไม่ได้พยานดังกล่าวมาเบิกความต่อศาล ย่อมทำให้จำเลย เสียเปรียบไม่อาจซักค้านพยานดังกล่าวเพื่อให้อธิบายถึงข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ที่พยานพบเห็นได้อย่างละเอียดอีกทั้งเมื่อเจ้าพนักงาน ตำรวจจับกุมจำเลยได้ก็ไม่ได้ให้ผู้เสียหาย นายทรงวุฒิ และนายสำราญ ชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับที่ได้เห็นในวันเกิดเหตุหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็น คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความ สงสัยนั้นให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยใน ความผิดฐานพยามฆ่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลย ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
|