คำพิพากษาฎีกาที่ 1616/2557
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความ ผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 3,4,5,8 8 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลย ทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทหนักตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 4 เดือน และจำเลย ที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 26,27 (2) ,66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 40 วัน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทา โทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คง ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จำคุกคนละ 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง คำคุกคนละ 2 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 26,27 (2), 66 จำคุก 20 วัน การกระทำของจำเลย ทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 เดือน 20 วัน ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 เดือน ของกลางให้ริบ จ่ายรางวัลแก่ เจ้าพนักงานผู้จับกุมร้อยละ 20 ของเงินของกลาง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาล อุทธรณ์เฉพาะส่วนคำขอท้ายฟ้องภายหลังคดีถึงที่สุดโดยอ้างว่า โจทก์ ขอให้ศาลจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้า พนักงานผู้จับร้อยละ 25 ของเงินของกลาง ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อผิด พลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกิดข้อผิดพลาดหลงเล็กน้อยที่ศาล อุทธรณ์จะมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 (2),190 แก้ไขให้ถูกต้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภาค 3 ลักษณะ 3 คำพิพากษา และคำสั่ง มาตรา 190 บัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดไว้โดยเฉพาะ แล้ว จึงมิใช่กรณีวิธีพิจารณาข้อใดซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ที่ประมวลกฎหมายวิธี พิจาณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 ลักษณะ 6 คำพิพากษา และคำสั่ง หมวด 2 ข้อความและผลแห่งคำพิพากษาและคำสั่ง มาตรา 143 มาใช้บังคับเท่าที่จะพบใช้บังคับได้ ทั้งการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือ ผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 190 ที่ต้องเห็นประจักษ์ว่าเป็นการผิดพลาดผิดหลงอัน มาจากความไม่ถูกต้องของการเขียน การพิมพ์ ในการสะกดตัวอักษร ของถ้อยคำที่แสดงให้เห็นเจตนาหรือวัตถุประสงค์ความมุ่งหมายใน การสื่อความหมายของผู้เขียนหรือผู้เรียงในเรื่องนั้น ๆ ทำให้ถ้อยคำนั้น ไม่มีความหมาย มีความหมายกลับกัน ความหมายของผลไม่สัมพันธ์ กับเหตุที่กล่าวก่อนหน้านั้น การที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จ่ายรางวัลแก่ผู้จับกุมร้อยละ 20 ของเงินของกลางเป็นให้จ่ายสินบนนำจับร้อยละ 30 รางวัลแก่ ผู้จับร้อยละ 25 ของเงินของกลาง จึงมิใช่ทั้งการแก้ไขถ้อยคำที่เขียน หรือพิมพ์พลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 และการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตามประมล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยก คำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
|