ผู้ตายขับรถมาในบริเวณบ้านของจำเลย เพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาของผู้ตาย ให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโต้เถียงกัน จำเลย พูดจาห้ามปราม ผู้ตายไม่ฟัง
กฏหมายอาญา มาตรา ๕๙-๑๐๖ (ศอ.ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์) เล่มที่ ๑๐ สมัยที่ ๖๙
*************
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๔๐/๒๕๕๑ บ้านและบริเวณบ้านของจำเลยถือว่าเป็นเคหสถานที่ประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน ผู้ตายขับรถมาในบริเวณบ้านของจำเลย เพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาของผู้ตาย ให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโต้เถียงกันจำเลย พูดจาห้ามปราม ผู้ตายไม่ฟังและได้ลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดยาว ๑๒ นิ้ว เดินไป หาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบเอาอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาด .๒๒ ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ทั้งเป็นอาวุธปืนที่ปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็ก และมีแรงปะทะน้อยลงจากบ้าน เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์สินของจำเลยหรือบังคับให้ ผ. ไปอยู่กับผู้ตาย โดยไม่มีกริยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตาย ซึ่งถูก ผ. โอบกอดไว้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย หาได้ไม่ หลังจากนั้นสักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดและเดินเข้าหาจำเลยเพื่อทำร้ายจน ห่าง ประมาณ ๑ วา โดยมีอาวุธมีดยาวเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลย ย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธ ปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป ๑ นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก ๒ นัด ติดต่อกัน ผู้ตายจึง ล้มลง นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุให้ภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่หลังจากผู้ตายล้ม ลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก ๒ นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
ข้อสังเกต
(๑) ความในวรรคหนึ่งของฎีกานี้ที่ศาลฎีกากล่าวว่า “หากจำเลย จำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน” เป็นคำที่ศาลฎีกาแปล มาจากคำในตำรากฎหมายอาญาของสหรัฐอเมริกาว่า liberty itself is threatened if a law-abiding citizen can be forced from a place where he has a right to be (ดูหมายเหตุท้ายฎีกานี้โดยอาจารย์ธานี สีหนาท ในฎีกาสำนักงานศาล เล่มที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๕๑ หน้า ๑๐๗-๑๐๙)
(๒) ข้อความในวรรคสองของฎีกานี้ที่ศาลฎีกาตัดสินว่า “หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงาย จำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก ๒ นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควร แก่เหตุ”
(๓) ข้อเท็จจริงเช่นนี้ หากศาลฎีกาถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นป้องกัน กรณีน่าจะเป็นการป้องกัน “เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน”มากกว่า เพราะเป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษ “เพื่อป้องกันสิทธิ” ต่อภยันตรายที่ ผ่านพ้นไปแล้ว
(๔) การกระทำต่อภยันตรายที่ “ผ่านพ้นไปแล้ว” คำพิพากษาฎีการะยะหลังๆ มักจะวินิจฉัยว่า อ้างป้องกันไม่ได้ แต่เป็น “บันดาลโทสะ”
(๕) อย่างไรก็ตาม ก็มีฎีกาที่วินิจฉัยว่าเป็นป้องกันแต่เป็นการกระทำ เกินขอบเขตตามมาตรา ๖๙ มีข้อสังเกตว่า หากศาลถือว่าเป็น “ป้องกัน” กรณีเช่นนี้ ควรต้องถือว่าเป็นป้องกัน “เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน” ไม่ใช่ ป้องกัน “เกินสมควรแก่เหตุ” เพราะป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ เป็นเรื่องของการกระทำการป้องกันต่อภยันตรายที่ใกล้จะถึง*** (รวมทั้งภยันตรายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่) แต่กระทำไป เกิน “สัดส่วน” เช่น ผู้ก่อภัยใช้ “ไม้” จะทำร้ายแต่ผู้ป้องกันใช้ “ปืน” ยิงโต้ตอบไป เช่นนี้ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
|