หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 3503/2559
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2559 (พุทธศักราช 2559)





         ถ้าผลนั้นทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลนั้นต้องเป็นทั้งผลโดยตรงและผลธรรมดา แม้เป็นผลโดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นผลผิดธรรมดา ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษหนักขึ้น

           คำพิพากษาฎีกาที่ 3503/2559 ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายไม่ได้มีการกระทำที่เป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น จึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงที่ชายโครงทะลุปอดตับและลำไส้จนฉีกขาด แพทย์ต้องรักษาอาการบาดเจ็บของผู้ตายด้วยการผ่าตัดทันที แม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน เนื่องจากติดเชื้ออย่างรุนแรง ย่อมถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า มิใช่ถึงแก่ความตายจากเหตุแทรกแซงหรือเหตุอื่นแต่อย่างใด จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288

 ข้อสังเกต มาตรา 63 บัญญัติว่า ถ้าผลของการกระทำผิดใด ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้น ต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้

 

 กรณีจะต้องใช้หลัก ผลธรรมดา นอกเหนือไปจากหลักผลโดยตรงต่อเมื่อ

1. ผลนั้นเป็นผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น กล่าวคือขณะกระทำ ผู้กระทำมีเจตนาต่อผลอย่างหนึ่ง แต่ในบั้นปลายเกิดผลอีกอย่างหนึ่ง อันนอกเหนือจากเจตนาในตอนแรก
2.ผลนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้

* ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผลธรรมดาก็คือผลที่วิญญูชนสามารถคาดเห็นความเป็นไปได้ ซึ่งไม่จำต้องถึงขั้นเล็งเห็นผลทั้งนี้เพราะเป็นคนละเรื่องกัน





คำพิพากษาฎีกาที่ 3503/2559 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ ผลโดยตรงและผลธรรมดา, คำพิพากษาฎีกาที่ 3503/2559


จำนวนผู้ชม : 2272 ครั้ง
ลงวันที่ 08/04/2018 14:14:12




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน