คำพิพากษาฎีกาที่ 1423/2557
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่ ” และมาตรา 144 วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น” ดังนั้นเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีกรรมสิทธิ์ในต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายปลูกต้นยางพาราในที่ดินพิพาท จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1314 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้เช่นเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 144 วรรคสอง กล่าวคือ ต้นยางพาราที่ปลูกในที่ดินพิพาท ตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทไม่ใช่เจ้าของต้นยางพารา ส่วนเจ้าของที่ดินจะต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่เจ้าของต้นยางพาราหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปเรียกร้องกันในทางแพ่งอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง จำเลยทั้งสองก็ย่อมมีสิทธิที่จะทำให้เสียหายหรือทำลายต้นยางพาราซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้วได้ โดยไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 358 แม้จำเลยทั้งสองรู้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ปลูกต้นยางพาราและปรากฏภายหลังว่า จำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดทั้งนี้โดยผลตาม ป.อ.มาตรา 62
ข้อสังเกต ศาลฎีกากล่าวในตอนท้ายว่า “ปรากฏภายหลังว่าจำเลยทั้งสอง มิใช่เจ้าของที่ดิน” ซึ่งแสดงว่าที่ดินเป็นของผู้เสียหาย มิใช่ของจำเลยตามจำเลยเข้าใจผิด ดังนั้น ต้นยางพาราจึงเป็น “กรรมสิทธิ์” ของผู้เสียหาย ผลคือ
(1) ความจริงการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา 358 เพราะ เป็นการ “ทำลาย” “ทรัพย์ของผู้อื่น”
(2) แต่จำเลยเข้าใจผิดว่าที่ดินของผู้เสียหายเป็นของจำเลย ซึ่งหากเป็นที่ดินของจำเลย ต้นยางพาราซึ่งเป็น “ไม้ยืนต้น” ก็เป็น “ส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่” (ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง) จึงทำให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน (ตามที่จำเลยเข้าใจผิด) มีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของที่ดินนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง) ดังนั้น ตามความเข้าใจผิดของจำเลย จึงน่าจะถือได้ว่า จำเลยเข้าใจผิดไปว่าต้นยางพาราที่ผู้เสียหายปลูก ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยจึงน่าจะ “ขาดเจตนา” เพราะ “ไม่รู้” ว่าเป็นการ “ทำลายทรัพย์ของผู้อื่น” (เข้าใจผิดไปว่า เป็นการทำลาย “ทรัพย์ของตนเอง”)
ดังนั้นเห็นว่าจำเลยไม่ผิดมาตรา 358 เพราะ “ขาดเจตนา” ไม่ใช่เรื่อง “สำคัญผิดในข้อเท็จจริงตาม ป.อ. มาตรา 62”
ข้อสังเกต หากจำเลยเข้าใจผิดว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของจำเลย และจำเลยเห็นผู้เสียหายปลูก “ไม้ล้มลุก” (ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง ไม่เป็น “ส่วนควบ” กับที่ดิน เจ้าของที่ดินจึงไม่มี “กรรมสิทธิ์” ในไม้ล้มลุกที่ผู้อื่นปลูกในที่ดินของตน)
เช่นนี้ หากจำเลย “ทำลาย” ไม้ล้มลุกนั้น ในการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลย คงต้องพิจารณาดังนี้
(1) การกระทำของจำเลย “ครบองค์ประกอบภายนอก” ของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 เพราะเป็นทรัพย์ของผู้อื่น
(2) จำเลยก็ “รู้” ว่าเป็นการทำลายทรัพย์ของผู้อื่น จึงมี “เจตนา” ทำให้เสียทรัพย์ของผู้เสียหาย
(3) แต่จำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะสำคัญผิดไปว่า ที่ดินตรงนั้นเป็นของจำเลย ซึ่งทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะ “ขัดขวาง” ผู้อื่น มิให้เข้ามาปลูกไม้ล้มลุกในที่ดินของตน และ “ปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายให้สิ้นไป” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และ 1337 โดยการทำลายไม้ล้มลุกนั้นได้
|