คำพิพากษาฎีกาที่ 5515/2543
โจทก์มิได้นำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความ คำเบิกความของเจ้าพนักงานผู้จับกุมที่รับฟังมาจากสายลับแต่ไม่เห็นการล่อซื้อระหว่างสายลับกับจำเลย จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ
ศาลฎีกาได้วางหลักว่า
1. เจ้าพนักงานจับกุมไม่เห็นเหตุการณ์ตอนที่อ้างว่าสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย เมื่อโจทก์ไม่นำประจักษ์พยานที่อ้างว่าเป็นสายลับมาเบิกความ คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจึงเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย
2. การค้นเงินที่ล่อซื้อในกระเป๋ากางเกงของจำเลย มีพิรุธ เพราะเงินที่ล่อซื้อปนกับเงินสดอื่นอีก 11,093 บาท ที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงตัวที่จำเลยไม่ได้นุ่งในวันเกิดเหตุ เพราะอ้างว่าจำเลยรับเงินล่อซื้อมาจากสายลับเพียงครู่เดียวก่อนถูกจับ จำเลยไม่น่ามีเวลาเอาเงินนั้นไปใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงตัวอื่น
3. ศาลได้ตำหนิการทำงานของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่า ที่เจ้าพนักงานผู้จับกุมอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่เมื่อมาถึงสถานีตำรวจจำเลยให้การปฏิเสธและลงชื่อในบันทึกจับกุม ก็เป็นพิรุธ เพราะหากจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมจริง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็ต้องมีต้นร่างบันทึกฉบับนั้นอยู่ และสามารถนำมาแสดงเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้
4. ธนบัตรที่อ้างว่าใช้ในการล่อซื้อก็ไม่มีการทำตำหนิหรือเครื่องหมายพิเศษเอาไว้ การถ่ายสำเนาและอ้างว่าได้ลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนไปจับกุมจำเลยนั้น สามารถทำหรือเพิ่มเติมข้อความได้ภายหลังที่จับกุมจำเลยได้แล้ว
5. การอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่ใช่เหตุผลที่จะรับฟังว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะเป็นดังที่เบิกความเสมอไป
6. คดีไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 6 เม็ดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับตามฟ้อง
7. คดีรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในความครอบครองตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น
...ส่วนเงินสดจำนวน 11,093 บาท ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดีนี้ จึงริบไม่ได้ เพราะการริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่งในบรรดาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงริบทรัพย์สินของจำเลยในความผิดที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องมาไม่ได้
หมายเหตุ
1. คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ มิได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกาปี พ.ศ. 2543 จึงนำฉบับย่อมาตีพิมพ์ไว้เพื่อสะดวกในการค้นคว้าต่อไป และสามารถหาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มได้จาก หนังสือ “ ทนายความมืออาชีพ ” ของคณะผู้เขียน
2. คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 แต่ที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาได้เพราะผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ลงชื่อรับรองว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกาและอนุญาตให้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221
3. ปัจจุบันหลังจากพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 ออกใช้บังคับ คดียาเสพติดที่เกิดขึ้นใหม่ (ยกเว้นคดีศาลเด็ก และศาลทหาร) คือ ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป เมื่อศาลชั้นต้นตัดสิน คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตัดสิน คำตัดสินนั้นถึงที่สุดเฉพาะที่เกี่ยวกับความผิดยาเสพติด ส่วนความผิดอื่นในคำตัดสินเดียวกันสามารถฎีกาได้ตามปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามเดิม ตามมาตรา 18 ของพระราชบัญญัตินั้น
ท่านชนบท ศุภศรี
|