ฎีกาที่ 5029/2565
จำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทนายความย่อมต้องมีความรู้พิเศษในข้อกฎหมายมากยิ่งกว่าบุคคลทั่วไปที่มิได้ศึกษาวิชากฎหมาย เฉพาะอย่างยิ่งในความผิดฐานลักทรัพย์อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดจักต้องมีเจตนาทุจริตอันเป็นเจตนาพิเศษที่จะแย่งการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนในลักษณะเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ด้วย
แต่จำเลยกลับเบิกความในชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องในคดีซึ่งตนเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาโจทก์คดีนี้พยายามวิ่งราวทรัพย์ การกระทำของโจทก์ที่มาแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปจากจำเลยนั้น เป็นเพราะโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยบันทึกเสียงของโจทก์ ซึ่งจะกระทำได้ด้วยการแย่งเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไป อันเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า โจทก์ไม่มีเจตนาทุจริตที่จะเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไปเป็นของโจทก์โดยมิชอบแต่ประการใดโจทก์เพียงประสงค์ให้จำเลยหยุดใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บันทึกเสียงเท่านั้น ประกอบกับได้ความอีกว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลทำหน้าที่ประจำจุดอยู่ ซึ่งแม้แต่วิญญูชนทั่วไปที่หากรู้เห็นเหตุการณ์มาแต่ต้นก็พอที่จะเข้าใจได้ว่าโจทก์หาได้ประสงค์ต่อทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยแม้แต่น้อย
พฤติการณ์แห่งคดีซึ่งปรากฏจากเนื้อหาคำฟ้องที่จำเลยฟ้องโจทก์ประกอบคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องของคดีดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงพยานหลักฐานเหล่านี้มา เมื่อนำมารับฟังประกอบกับข้อขัดแย้งบาดหมางระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งมีคดีความฟ้องร้องกันหลายคดี จึงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยอาศัยความรู้ในทางกฎหมายฟ้องร้องกลั่นแกล้งโจทก์ ว่าพยายามวิ่งราวทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยเพื่อให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จ
|