ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2561 สอบเมื่อ 2 ก.พ.2562
--------------------------------------
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6555/2560 แม้จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้มอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อปลอม อันเป็นการคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุผลว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 ยอมรับในอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องนำต้นฉบับมาแสดงต่อศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องแล้วรับกลับคืนไป โดยจำเลยที่ 3 มิได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับและมิได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ ประกอบกับผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เป็นจำนวนมาก ผู้ร้องย่อมจำเป็นต้องใช้ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วง ไปใช้เป็นพยานหลักฐาน ถือได้ว่าต้นฉบับเอกสารผู้ร้องต้องใช้เป็นประจำ การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาเอกสารไว้แทนต้นฉบับเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้รับคืนต้นฉบับเอกสารและให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารหมายไว้แทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ทวิ ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐานได้ว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์
จำเลยที่สามเคยยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามคำ พิพากษาที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่ผู้ร้อง การโอนสิทธิเรียกร้องจึงสมบูรณ์แล้ว การยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องทั้งสองครั้งก่อนเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยังไม่ได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ เมื่อผู้ร้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง เรียบร้อยแล้ว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ การยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิในครั้งนี้เป็นกรณีที่ศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีโดยตรงว่าผู้ร้องสามารถเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้หรือไม่ จึงไม่เป็นการร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
|