ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2564 วันที่ 3 สอบเมื่อ 19 ก.พ.2565
--------------------------------------
อุทธรณ์ข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6319/2562
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 โดยบรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 2 ปี
จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้เสียหายไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิชอบ เพราะสอบสวนผู้เสียหายซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่
เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปตามฟ้อง
ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง
และเมื่อประเด็นดังกล่าวจำเลยยังไม่เคยหยิบยกโต้แย้งมาก่อน จึงไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยประสงค์จะโต้แย้ง ซึ่งมีผลเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง
อีกทั้งฎีกาต้องห้ามดังกล่าวผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมไม่อาจอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะการจะอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ใช้ได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้ตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม
แต่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว จำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติการที่จำเลยให้การรับสารภาพ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ดังนี้เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ปรากฏไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นมาเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยกล่าวอ้างได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
____________________
ที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา พุทธศักราช 2562 เล่มที่ 8 หน้า 166 ถึง 170
|