หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 3945/2557
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2557 (พุทธศักราช 2557)





ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2561 วันที่ 2 สอบเมื่อ 9 ก.พ.2562
--------------------------------------

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๕/๒๕๕๗

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอํานาจให้นายส.  เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข ๑ จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์เข้าทํางานเป็นลูกจ้างจําเลยที่ ๑๑ ตําแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนครัวเนื้อ แผนกครัว โจทก์เป็นสมาชิกสภาพแรงงาน จําเลยที่ ๑๑ มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงาน ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งโจทก์ไม่ได้กระทําความผิดตามที่กล่าวอ้าง โจทก์ยื่นคําร้อง ต่อจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ว่า จําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างด้วยเหตุโจทก์เป็นสมาชิกสภาพแรงงาน และเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน เป็นการกระทําอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ขอให้มีคําสั่งให้จําเลยที่ ๑๑ รับโจทก์กลับเข้าทํางานและจ่ายค่าเสียหาย จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ มีคําสั่งที่ ๕/๒๕๔๘ วินิจฉัยว่า จําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างเนื่องจากโจทก์โต้เถียงผู้บังคับบัญชาด้วยวาจา ไม่เหมาะสมแสดงกิริยาไม่สุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุที่ไม่สามารถทํางานร่วมกันได้ จําเลยที่ ๑๑ ไม่ได้กระทําการฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๑ มีคําสั่งยกคําร้อง คําสั่งที่ ๕/๒๕๔๘ วินิจฉัยเหตุเลิกจ้าง ที่ไม่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้าง ไม่ระบุข้อเท็จจริงถึงวาจาไม่เหมาะสม กิริยาที่ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา และพฤติการณ์ที่ไม่อาจทํางานร่วมกันได้จนถึงขนาดเป็นเหตุเลิกจ้าง ไม่ได้ระบุการกระทําของโจทก์ ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานกรณีร้ายแรงข้อใด ขอให้เพิกถอนคําสั่งที่ ๕/๒๕๔๘ ของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ให้จําเลยที่ ๑๑ รับโจทก์กลับเข้าทํางานในตําแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม โดยคํานึงถึงการเสียโอกาส และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้จําเลยที่ ๑๑ ชําระค่าเสียหายในระหว่างเลิกจ้างเท่ากับรายได้ เดือนสุดท้ายที่โจทก์ได้รับนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทํางาน

จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ให้การว่า เมื่อได้รับคําร้องของโจทก์จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ส่งสําเนา คําร้องให้จําเลยที่ ๑๑ ชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ และตั้งคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดําเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จําเลยที่ ๑๑ รับโจทก์เข้าทํางานโดยให้ทดลองงาน ๑๑๙ วัน ครบกําหนดแล้วนาย ส. หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเห็นว่าโจทก์ มีคุณสมบัติไม่ผ่านการทดลองงาน จําเลยที่ ๑๑ ให้โอกาสโจทก์ปรับปรุงตัว ขยายเวลาทดลองงาน ต่ออีก ๖๐ วัน เมื่อครบกําหนดจึงบรรจุโจทก์เป็นพนักงานประจํา ตลอดระยะเวลาทํางานโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับ การทํางานและคําสั่งของผู้บังคับบัญชาหลายครั้งด้วยการมาทํางานสาย รับประทานอาหารในครัว ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเวลาทํางาน นายรอสโซให้โจทก์เริ่มงานเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา แต่โจทก์มาทํางาน ๐๙.๐๙ นาฬิกา ใช้เวลาเปลี่ยนชุดทํางานอีก ๑๐ นาที ถึงจะเริ่มปฏิบัติงานได้ นาย ส. กล่าวตักเตือน โจทก์ไม่พอใจและเกิดการโต้เถียงกัน จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ เห็นว่า โจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจา ไม่เคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทํางานร่วมกันอย่าง ราบรื่นได้ ข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานบุคคลที่โจทก์นําสืบว่าจําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิก สหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ จําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างโจทก์แล้วจึงไม่เกี่ยวกับโจทก์ คําสั่งที่ ๕/๒๕๔๘ ของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จําเลยที่ ๑๑ ให้การว่า เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ จําเลยที่ ๑๑ มีหนังสือเลิกจ้าง เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชา ก่อนหน้านี้โจทก์เคยได้รับ ใบเตือนเรื่องไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๗ โดยจําเลยที่ ๑๑ ยอมจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแต่โจทก์ไม่ยอมรับเงิน วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ โจทก์มีหนังสือขอให้จําเลยที่ ๑๑ ทบทวนคําสั่งเลิกจ้าง จําเลยที่ ๑๑      จึงมีหนังสือชี้แจงในวันเดียวกันว่าโจทก์ ทําความผิดทางวินัย ข้อ ๔๐.๒.๑๗ เรื่องการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บริการหรือขายให้แขก และ จําเลยที่ ๑๑ เตือนวาจาไว้แล้ว ข้อ ๔๐.๕.๙ เรื่องการใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในขณะปฏิบัติหน้าที่ และ ข้อ ๔๑.๓.๒ เรื่องการแสดงวาจาหรือกิริยาหยาบคาบไม่สุภาพซึ่งเป็นการก้าวร้าวผู้บังคับบัญชา อันถือเป็นความผิดร้ายแรง จําเลยที่ ๑๑ รับทราบการที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการ สหภาพแรงงานในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นการทราบภายหลังจากที่มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า สามารถวินิจฉัยข้อกฎหมายในคดีได้จากข้อเท็จจริงในสํานวน การสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐) จึงให้จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ส่งสํานวนการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดต่อศาล

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จําเลยที่ ๑๑ มีหนังสือลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ เลิกจ้างโจทก์โดยระบุเหตุเลิกจ้างว่าเนื่องจากโจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตาม คําสั่งของผู้บังคับบัญชา และก่อนหน้านี้โจทก์ได้รับใบเตือนในเรื่องไม่ปฏิบัติตามระเบียบ โจทก์และ จําเลยที่ ๑๑ ให้ข้อเท็จจริงต่อจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ แล้ว ระเบียบการพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน และการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดการกระทําอันไม่เป็นธรรมและการออกคําสั่งของคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้ง กันได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกิจการโรงแรมแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานรับโจทก์ เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๗ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นประธาน อนุกรรมการสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานมีหนังสือลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ แจ้งการแต่งตั้งโจทก์เป็นประธานอนุกรรมการให้จําเลยที่ ๑๑ ทราบ จําเลยที่ ๑๑ ได้รับหนังสือวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๐.๔๙ นาฬิกา ในวันเดียวกันจําเลยที่ ๑๑ มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชา และเคยได้รับใบเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้

มีปัญหาวินิจฉัยว่าจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ รับฟังข้อเท็จจริงในการเลิกจ้างนอกเหนือ จากหนังสือเลิกจ้างได้หรือไม่ และจําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งของจําเลยที่ ๑๑ ในกรณีร้ายแรงได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัย ไว้อย่างละเอียดแล้วว่าพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ไม่ได้บัญญัติ ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทําอันไม่เป็นธรรม ต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเหตุอื่นนอกเหนือไม่ได้ จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่ได้จากข้อเท็จจริง ที่ได้จากโจทก์และจําเลยที่ ๑๑ ได้ ซึ่งต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ดังนั้น จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงยกข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจําเลยที่ ๑๑ ขึ้นวินิจฉัยได้ว่าจําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างเพราะโจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจา ไม่เคารพและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทํางานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ แม้จะไม่ใช่เหตุเลิกจ้างที่จําเลยที่ ๑๑ อ้างในหนังสือเลิกจ้างก็ตาม โจทยื่นคําร้องกล่าวหาจําเลยที่ ๑๑ ต่อจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ว่าจําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน เป็นการยื่นคําร้องว่าจําเลยที่ ๑๑ กระทําการอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๑๒๑ (๒) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ไม่ใช่การห้าม ไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคําชี้ขาด มีผลใช้บังคับ ซึ่งยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ ในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่ง ในกรณีร้ายแรงตามมาตรา ๑๒๓ (๓) ดังนั้น เมื่อจําเลยที่ ๑๑ ไม่ได้เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และไม่ใช่การเลิกจ้างที่อยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคําชี้ขาดมีผลใช้บังคับ แม้โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งในกรณีร้ายแรง จําเลยที่ ๑๑ก็เลิกจ้างโจทก์ได้ไม่ต้องห้าม

จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ต้องสอบพยานให้ครบ ๘ คน ตามที่โจทก์อ้างไว้แล้ว จะได้ข้อเท็จจริงว่า จําเลยที่ ๑๑ เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน





คำพิพากษาฎีกาที่ 3945/2557 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ ฎีกาที่ 3945/2557


จำนวนผู้ชม : 1167 ครั้ง
ลงวันที่ 12/11/2023 22:38:22




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน