หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 661/2554
หมวดหมู่ : ฎีกา ปี พ.ศ. 2554 (พุทธศักราช 2554)







คำพิพากษาฎีกาที่ 661/2554 (เนติฯ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 143  เป็นคนกลางให้สินบน
 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ผู้เสียหาย  มาตรา 30  โจทก์ร่วม
-
ข้อมูลย่อ
 จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่ ร. ถูกดำเนินคดีอาญา แม้อัยการ ธ.จะมิได้
เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่าธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ
แก่ ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

-


รายละเอียด
 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างปลายเดือนกันยายน 2544 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเรียกและรับเงินอันเป็นทรัพย์สินของนายสินโต บัวเจริญ ผู้เสียหายที่ 1และนางคนิดา บัวเจริญ ผู้เสียหายที่ 2 จำนวนเงิน 312,000 บาทเป็นการตอบแทนในการจูงใจพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งตำเสา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการสอบสวนดำเนินคดีอาญาในคดีที่นายรัตนะ สุวรรณชาตรี ญาติผู้เสียหายที่ 2 ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานชิงทรัพย์ ให้พ้นผิดโดยการสั่งไม่ฟ้องนายรัตนะ อันเป็นคุณแก่จำเลยกับพวกดังกล่าวโดยผิดกฎหมาย หลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันเรียกเงินอีก 150,000 บาท จากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อตอบแทนในการจูงใจพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาให้สั่งไม่ฟ้องนายรัตนะซึ่งถูกดำเนินคดีอาญา อันเป็นคุณแก่จำเลยกับพวก ดังกล่าวโดยผิดกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 143
 จำเลย ให้การ ปฏิเสธ
 ระหว่างการพิจารณานายสินโต บัวเจริญ และนางคนิดา บัวเจริญ ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้น อนุญาต  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 143 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิด หลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี
 จำเลย อุทธรณ์
 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย กระทงละ2 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม
คำพิพากษาศาลชั้นต้น
 จำเลย ฎีกา
 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี และ ศาล อุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลย แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์ขัดแย้งกันไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลย นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้  มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการ แรกว่า นายธนิต นกหนู ไม่ใช่อัยการเจ้าของสำนวนในคดีที่นายรัตนะ สุวรรณชาตรี ถูกดำเนินคดีในข้อหาฐานชิงทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจที่ จะสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และยังไม่ได้มีการให้เงินแก่กัน จึงไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อ เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงาน อัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดย การช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นายรัตนะถูกดำเนิน คดีอาญา แม้อัยการธนิตจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่านายธนิตเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะ จูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายรัตนะแล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 143 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายจึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น”พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 9
-
(ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ - ประทีป ดุลพินิจธรรมา - สุริยง ลิ้มสถิรานันท์)
องค์คณะผู้ตัดสิน





คำพิพากษาฎีกาที่ 661/2554 | ฎีกา 5 ดาว (ย่อสั้น) อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม เกี่ยวกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 661/2554


จำนวนผู้ชม : 2237 ครั้ง
ลงวันที่ 04/11/2014 16:37:57




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน