ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ6 วิชาเลือก (เลือก 1 วิชา) 6.4 กฎหมายแรงงาน


ชื่อข้อมูล : อัพเดท 10 พย 66 (กลุ่มปิด ลับเฉพาะ-สนามใหญ่ วันที่2*) ข้อ 6. วิชาเลือก กฎหมายแรงงาน แบ่งปันข้อมูล แชร์ฎีกา แชร์ประเด็นที่น่าออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามใหญ่) พ.ศ.2567
หมวด : ข้อ6 วิชาเลือก (เลือก 1 วิชา) 6.4 กฎหมายแรงงาน
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

 

**กลุ่มปิด ลับเฉพาะ** 

ข้อ 6. วิชาเลือก กฎหมายแรงงาน ผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามใหญ่) พ.ศ.2567

ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล แชร์ฎีกา แชร์ประเด็นที่น่าออกสอบ 

*** สำหรับผู้ใช้งานในระบบทุกท่าน เข้าระบบ แบ่งปันข้อมูล เตรียมสอบได้ ตามลิงค์นี้ ***

-------

ร่วมกันแบ่งปันความรู้ได้ทุกประเด็น :-

- ประเด็นที่น่าออกสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา สนามใหญ่? ประเด็นไหนที่ไม่น่าออกสอบ?

- ฎีกาที่น่าออกสอบผู้ช่วยผู้พากษาสนามใหญ่?

- หลักกฎหมาย เด่นพิเศษ หลักกฎหมาย 5 ดาว ฎีกาใหม่ ฎีกาเด่น ฎีกาติดดาว?

- เนื้อหา ฎีกาเด่น* ที่แพร่หลายทั่วไป ที่อาจารย์น่าจะหลบ มีอะไรบ้าง?

- เรื่องอื่น ๆ ฯลฯ ... สายติว สายเก็ง สายตัวบท สายฎีกา

 

กลุ่มกฎหมายที่เน้นออกสอบพิเศษ คือ

1) กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ละเอียด ยิบ*) เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ปลีกย่อย ออกสอบได้หมด*

2.) กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (ค่อนข้างจำยาก*) ออกเสมอ คือ เรื่อง คณะกรรมการ สหภาพแรงงาน (จำนวน + ตัวเลข)

 


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 803 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 54 | ทีมงาน : 1 ข้อมูล

 

อัพเดท 10 พย 66 (กลุ่มปิด ลับเฉพาะ-สนามใหญ่ วันที่2*) ข้อ 6. วิชาเลือก กฎหมายแรงงาน แบ่งปันข้อมูล แชร์ฎีกา แชร์ประเด็นที่น่าออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามใหญ่) พ.ศ.2567 | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ6 วิชาเลือก (เลือก 1 วิชา) 6.4 กฎหมายแรงงาน ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 1


ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2565 วันที่ 2 สอบเมื่อ 4 มี.ค. 2566 
--------------------------------------

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

 

            พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 บัญญัติให้ “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้.... (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ระเบียบ หรือคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และ นายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จําเป็นต้องตักเตือน” แม้ข้อบังคับ เกี่ยวกับการทํางานของบริษัทยินดี จํากัด จะระบุว่า การทะเลาะวิวาทหรือทําร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงาน เป็นความผิดวินัยกรณีที่ร้ายแรงก็ตาม แต่การกระทําใดที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน กรณีที่ร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากการกระทําเป็นกรณีไป จะพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ที่ระบุให้การกระทําใดเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานกรณีที่ร้ายแรงเสมอไปหาได้ไม่



โดย (jt80 ) อัพเดทวันที่ : 09/11/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 2


ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2565 วันที่ 2 สอบเมื่อ 4 มี.ค. 2566 
--------------------------------------

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4336/2546
คำพิพากษาย่อสั้น

โจทก์เป็นผู้ชายทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้หญิงโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าเพียงครั้งเดียวมีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โจทก์กระทำอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชา มิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583
 
คำพิพากษาย่อยาว


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่พนักงาน Supply line ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยมากกว่า 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 300 วัน เป็นเงิน 104,240 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 20 วัน เป็นเงิน 6,949 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 104,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,949 บาท รวมเป็นเงิน 111,189 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงาน Supply line แผนกประกอบชิ้นส่วน ฝ่ายโรงงาน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียงเดือนละ 9,424 บาทและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกได้รับเงินค่าตำแหน่งอีกเดือนละ 500 บาท เงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท ซึ่งเงินช่วยค่าครองชีพและเงินช่วยพิเศษมิได้เป็นค่าจ้าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 เวลาประมาณ 8 นาฬิกาซึ่งเป็นวันและเวลาทำงาน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานกำลังดำเนินการประชุมพนักงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่โดยมีการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยจะให้มีการทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างอยู่และงานที่ยังทำไม่ทัน พนักงานส่วนหนึ่งที่จะได้ทำงานล่วงเวลามีนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเหล็กและโลหะแห่งประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจากพนักงานของจำเลยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวได้มีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยไม่เปิดทำงานล่วงเวลาในทุกหน่วยงานพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจะไม่ยอมทำงานล่วงเวลาโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยไม่พอใจและพูดต่อว่านางสาวมณเฑียร นางสาวมณเฑียรชี้แจงว่าผู้บังคับบัญชาให้ทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่พอใจและใช้มือตบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นางสาวมณเฑียรแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์ให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับโจทก์แล้ว จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่าโจทก์กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 38(3), 39(1)ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ตามข้อ 43.1 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายจำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาท โดยแบ่งเป็นเงินเดือน 9,424 บาท เงินค่าตำแหน่งเดือนละ 500 บาทเงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท และจำเลยแถลงสละประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างอัตราสุดท้าย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 104,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 26 เมษายน 2544) เป็นต้นไป และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 6,949 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ โดยใช้มือตบถูกที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจริง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ววินิจฉัยว่า แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะระบุไว้ว่าการทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานเป็นการผิดวินัยกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การกระทำใด ๆ ที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจะต้องเป็นไปตามลักษณะแห่งการกระทำเป็นเรื่อง ๆ ไป จะพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตายตัวเสมอไปหาได้ไม่ เมื่อโจทก์มีเหตุโต้เถียงกับนางสาวมณเฑียรพนักงานในแผนกเดียวกัน และใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียว นางสาวมณเฑียรเพียงรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผลซึ่งเป็นเพียงความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น จึงเป็นเพียงความผิดเพียงเล็กน้อย อีกทั้งโจทก์ก็มิได้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงหรือการบังคับบัญชาของนายจ้างนอกจากนี้การกระทำของโจทก์ไม่ปรากฏว่าทำให้จำเลยเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าลักษณะการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียรโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียวและมีผลเพียงทำให้นางสาวมณเฑียรรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผล มีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้นก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้ชาย พนักงานที่ถูกโจทก์ทำร้ายดังกล่าวเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ได้ความว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชารวมทั้งมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้แต่อย่างใด ลักษณะการกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 39(1), 44(3) รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง



โดย (jt80 ) อัพเดทวันที่ : 09/11/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 3


ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2565 วันที่ 2 สอบเมื่อ 4 มี.ค. 2566 
--------------------------------------

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8854/2547

คำพิพากษาย่อสั้น
 
ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ ซึ่งนายจ้างอาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)
น. และ ป. ลูกจ้างโจทก์ทำร้ายร่างกาย พ. ลูกจ้างโจทก์ด้วยกันเพียงคนเดียว สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว มิใช่ น. และ ป. เกะกะระรานหาเรื่อง พ. แต่ฝ่ายเดียว การกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติตนเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้ พ. เดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน ไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) โจทก์เลิกจ้างบุคคลทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชย
 
คำพิพากษาย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ของจำเลย
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตวัสดุก่อสร้างวัตถุมวลเบา โจทก์เลิกจ้างนายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ลูกจ้าง เนื่องจากบุคคลทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายนายพลากร ลูกจ้างโจทก์อีกคนหนึ่งด้วยสาเหตุส่วนตัว นอกสถานที่ทำงานและนอกเวลาทำงาน กิจการของโจทก์ไม่ใช่การบริการที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก การกระทำของบุคคลทั้งสองไม่มีผลกระทบต่อกิจการของโจทก์ ไม่ทำให้เสียการบริหาร การปกครอง หรือชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งเป็นความผิดลหุโทษ จึงไม่ใช่การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรง โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แก่บุคคลทั้งสอง ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่นายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ทำร้ายร่างกายนายพลากรด้วยสาเหตุส่วนตัว นอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ ซึ่งโจทก์อาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่านายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์ลูกจ้างโจทก์ทำร้ายร่างกาย นายพลากรลูกจ้างโจทก์ด้วยกันเพียงคนเดียว แต่สาเหตุก็เกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว หาใช่นายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์เกะกะระรานหาเรื่องนายพลากรแต่ฝ่ายเดียวไม่ การกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้นายพลากรเดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน ไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง และไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสอง ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) อันโจทก์จะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่จำเลยมีคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ให้โจทก์จ่าย ค่าชดเชยแก่บุคคลทั้งสองนั้นชอบแล้ว
พิพากษายืน



โดย (jt80 ) อัพเดทวันที่ : 09/11/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 4


ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2565 วันที่ 2 สอบเมื่อ 4 มี.ค. 2566 
--------------------------------------

           คำพิพากษาฎีกาที่ 4320/2546 ลูกจ้างหญิงตบหน้าลูกจ้างหญิงอีกคนหนึ่ง 1 ครั้ง เนื่องจากลูกจ้างหญิงดังกล่าวใช้ไขควงปาใส่แต่ไม่ปรากฎว่าได้รับบาดเจ็บ มิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง



โดย (jt80 ) อัพเดทวันที่ : 09/11/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 5


ออกสอบผู้ช่วยฯ ปี พ.ศ. 2565 วันที่ 2 สอบเมื่อ 4 มี.ค. 2566 
--------------------------------------

 

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3393 - 3394/2561  โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองและเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละคราว การที่ในระหว่างสัญญาจ้างสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ในการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสองถือเป็นกรณีระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงอันส่งผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องเลิกกันตามผลของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยกลั่นแกล้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่จำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 และไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน



โดย (jt80 ) อัพเดทวันที่ : 09/11/2023




  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]