ความผิดฐานชุลมุนต่อสู้
ออกสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
วิเคราะห์ปัญหาในการตอบข้อสอบประเด็นนี้ ที่ทำให้ผิดพลาด คือ เราจะไปจำว่าชุลมุนต่อสู้คือต้องแบ่งฝ่ายกันไม่ได้ถ้าแบ่งฝ่ายได้ไม่เป็นชุลมุลต่อสู้****
ซึ่งตามคำถามคือ แบ่งฝ่ายกันได้ จึงตอบไปในทิศทางว่าสมัครใจวิวาท ไม่เป็นชุลมุนต่อสู้ .....แต่เมื่อพิจารณาตาม หลักกฎหมายตามมาตรา ๒๙๔ ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ถึงแก่ความตายโดยการกระทําในการชุลมุนต่อสู้นั้น..
ในประเด็นสำคัญ สำนักติวต่างๆ ก็ถ่ายทอด ว่า "แบ่งฝ่ายกันได้ จึงตอบไปในทิศทางว่าสมัครใจวิวาท ไม่เป็นชุลมุนต่อสู้" จึงทำให้ตอบผิดธง ในประเด็นนี้กัน
ความผิดฐานชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้คนตายหรืออันตรายสาหัส (มาตรา ๒๙๔, มาตรา ๒๙๙)
มาตรา ๒๙๔ ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ถึงแก่ความตายโดยการกระทําในการชุลมุนต่อสู้นั้น..
ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นได้แสดงได้ว่า ได้กระทําไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
มาตรา ๒๙๔ มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
๑. ผู้ใด
๒. เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป
๓. เป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ถึงแก่ความตาย
๔. เจตนา (มีเจตนาที่จะเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้)
มีปัญหาว่า การเข้าร่วมดังกล่าวนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นตัวการหรือไม่ เป็นที่เข้าใจได้ว่า คำว่า “ชุลมุน” ตามมาตรา ๒๙๔ นี้หมายถึง การร่วมชุลมุนโดยไม่ต้องเข้าร่วมกันอย่างเป็นตัวการ
ดังนั้น จะต่างคนต่างมาหรือเข้ามาภายหลัง เป็นการเข้าร่วมชุลมุนทั้งสิ้น แต่ที่สําคัญที่สุดจะต้องไม่ใช่เป็นเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่ง รุมทําร้ายคนอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น ก. ข. ค. เป็นนักเลงอันธพาลรุมทําร้าย ง. ดังนี้ไม่ใช่ชุลมุน แต่เป็นเรื่องรุมทําร้าย ฝ่ายที่รุมทําร้ายต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการฆ่าผู้อื่น (ฎ.๗๙๑ - ๗๙๒/๒๕๐๔ ป.)
มีฎีกาที่ ๒๖๔๒/๒๕๔๒ วินิจฉัยว่า ถ้าบุคคลสองฝ่าย เข้าทําร้ายกันโดยแต่ละฝ่ายสามารถแบ่งพวกกันได้ ไม่เป็นความผิดฐานชุลมุน ถ้ามีผู้ถึงแก่ความตาย แม้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ทําร้ายก็ถือว่าผู้ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เป็นตัวการร่วมกันทําร้าย (ฎีกาที่ ๘๗๓๗/๒๕๕๓ ฎีกาที่ ๖๖๓๕/๒๕๕๔ และฎีกาที่ ๑๔๒๓๒/๒๕๕๘ และฎีกาที่ ๓๖๑๐/๒๕๖๒)
อาจารย์ เห็นว่า แม้จะทราบฝ่ายชัดเจนก็ตามต้องดูเจตนาของผู้เข้าร่วมต่อสู้ในแต่ละฝ่ายด้วย เช่น มหาวิทยาลัย ก. แข่งกีฬากับ มหาวิทยาลัย ข. นักศึกษา มหาวิทยาลัย ก. ต่างกรูกันเข้าไปทําร้ายนักกีฬามหาวิทยาลัย ข. โดยมิได้นัดหมาย นักศึกษามหาวิทยาลัย ข. ต่างคนต่างลงไปทําร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัย ก. ปรากฏว่า นักศึกษามหาวิทยาลัย ก. ตาย เช่นนี้น่าจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๙๔ เพราะ นักศึกษา ๒ มหาวิทยาลัย แม้จะแบ่งฝ่ายได้ชัดเจน แต่นักศึกษาแต่ละคนมีเจตนาเข้าร่วมชุลมุนเท่านั้น มิได้มีเจตนาเข้าร่วมในการยิงหรือทําร้าย
ฎีกาที่ ๑๕๕๘๔/๒๕๕๗ ถึงแม้จะแบ่งฝ่ายได้ แต่ไม่ได้บรรยายว่าใครทําร้ายใคร แต่ละฝ่ายต่างร่วมมากระทําความผิด จึงเป็นการชุลมุนต่อสู้ตามมาตรา ๒๙๙ วรรคแรก
สาระสําคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งถึงแก่ความตาย ความตายต้องเกิดขึ้นจากชุลมุน ถ้าความตายไม่ได้เกิดจากการชุลมุน แต่เกิดจากสาเหตุอื่นก็ไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๒๙๔
เช่น มีการชุลมุนต่อสู้กันระหว่าง หนึ่ง สอง สาม สี่ ในขณะนั้นมีดําเดินผ่านมา หนึ่งซึ่งอยู่ในวงชุลมุนเขม่นดำอยู่เป็นการส่วนตัว จึงใช้ปืนยิงดําถึงแก่ความตาย แม้หนึ่งจะยิงมาจากวงที่ชุลมุนกันก็ตาม แต่ความตายของดํามิใช่เกิดจากชุลมุน แต่เกิดจากเจตนาใหม่ของหนึ่งไม่ใช่เกิดจากเจตนาในตอนแรกที่เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ ดังนั้น สอง สาม และสี่ จึงไม่มีความผิดตาม มาตรา ๒๙๔ ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็นว่าหนึ่งจะใช้ปืนยิงสี่ แต่เมื่อยิงไปแล้วกระสุนปืน แทนที่จะถูกสี่กลับไปถูกดําเดินผ่านมา ถึงแก่ความตาย เช่นนี้ ความตายนั้นเกิดจากการชุลมุนต่อสู้ เมื่อกระสุนปืนพลาดไปถูกดําถึงแก่ความตาย หนึ่ง สอง สาม สี่ จึงมีความผิด ตามมาตรา ๒๙๔ คือ ชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หนึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิง หนึ่งยังต้องรับผิดอีกส่วนหนึ่งต่างหาก คือมีความผิดฐานพยายามฆ่าสี่และมีความผิดฐานฆ่าดําถึงแก่ความตายโดยพลาด (ฎีกาที่ ๑๒๖๘/ ๒๕๑๕, ฎีกาที่ ๑๐๑๕/๒๕๐๘)
การชุลมุนตามความหมายของมาตรา ๒๙๔ นั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เข้าร่วมชุลมุนจะต้องตะลุมบอนอยู่ในกลุ่มคนที่ชุลมุนต่อสู้กันเสมอไป ยังรวมถึงผู้ที่อยู่ต่อหน้าการชุลมุนแล้วใช้ปืนยิงหรือโยนเก้าอี้หรือขว้างมีดเข้าไปในกลุ่มคนดังกล่าว โดยมีเจตนาที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้นั้น สาระสําคัญจะต้องอยู่ที่มีเจตนาที่จะเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เพราะถ้ามีเจตนาที่จะกระทําต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ เพียงแต่อาศัยโอกาสที่มีการชุลมุนเข้า ทําร้ายบุคคลในวงต่อสู้เท่านั้น ก็มิใช่เป็นผู้เข้าร่วมชุลมุน เช่น ดําใช้โอกาสที่หนึ่ง ถึงสี่กําลังชุลมุนต่อสู้ ยิ่งหนึ่งถึงแก่ความตาย เช่นนี้ จะถือว่าดําเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ไม่ได้ ดังนั้น ความตายของหนึ่งจึงมิได้เกิดจากการชุลมุนต่อสู้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๔๑/๒๕๒๒ ใช้สิ่งของขว้างปาเข้าไปในกลุ่มคนที่กําลัง ทะเลาะวิวาทกันเป็นการเข้าร่วมชุลมุนวิวาท เมื่อมีเหตุให้คนถึงแก่ความตายเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔
มาตรา ๒๙๔ วรรคสอง ถ้าผู้ที่เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้ กระทําไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้นหรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้น ไม่ต้องรับโทษ
กรณีตามมาตรา ๒๙๔ วรรคสอง นี้อาจจะเป็นข้อสงสัยว่าเหตุใดการกระทําป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีผลแต่เพียงไม่ต้องรับโทษ ซึ่งการป้องกันตามมาตรา ๖๘ นั้นไม่เป็นความผิด
ในเรื่องนี้พอจะทําความเข้าใจได้ว่า เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปร่วมชุลมุนต่อสู้แล้วก็ต้องถือว่าเป็นความผิด อย่างไรก็ตามถ้าการเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้นั้นได้กระทําไป เพื่อเพียงห้ามการชุลมุน หรือเพื่อป้องกันบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นเพียงแต่เหตุให้ไม่ต้อง รับโทษเท่านั้น สายตาของกฎหมายมองว่าเมื่อมีการชุลมุนเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมายถ้าเข้าไปห้ามก็ถือว่าเข้าไปร่วมชุลมุนด้วย ดังนั้น จึงมีข้อสอบของมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งถามว่า นักศึกษาตีกันครูเข้าไปห้ามแล้วเด็กตายถามว่าครูผิดหรือไม่
ธงคำตอบเฉลยว่าผิด ซึ่งพิจารณาตามเหตุผลแล้วไม่น่าจะผิดเพราะเป็นเรื่องของเด็กชุลมุน ต่อสู้กัน การที่ครูเข้าไปห้ามเป็นการยับยั้งและหวังดีเป็นการทําหน้าที่ของคนเป็น ครูที่ดีไม่ได้ประสงค์ (เจตนา) จะต่อสู้กับผู้ใดจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของ ความผิด มิฉะนั้นแล้วปรารถนาดีเพียงใดก็ไม่กล้าเข้าไปห้ามเพราะต้องร่วมรับผิดด้วย
สรุป มาตรา ๒๙๔ วรรคสอง เป็นเรื่องการเข้าไปห้ามหรือป้องกัน ยังคงเป็นความผิดอยู่เพียงแต่เป็นเหตุยกเว้นโทษ
ข้อสังเกต เมื่อมีเจตนาที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริง ต่อมาว่ามีความตายเกิดขึ้นและรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทําก็มิได้หมายความว่าจะทําให้ บุคคลอื่น ๆ พ้นความรับผิดตามมาตรา ๒๙๔ ไป กล่าวคือ เมื่อมีการชุลมุนต่อสู้ และมีความตายเกิดขึ้นทุกคนก็จะต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๔ แม้บุคคลนั้น ๆ จะไม่มี เจตนาให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย แต่ถ้าข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า เป็นการกระทําของบุคคลหนึ่งบุคคลใด เช่น ความตายเกิดจากจําเลยที่ ๑ เช่นนี้ จําเลยที่ ก็จะต้องมีความรับผิดในส่วนที่ตนกระทําโดยเจตนาฆ่าอีกส่วนหนึ่งด้วย ดังนั้น จําเลยที่ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๘๘ และในส่วนที่มีความตาย และ จําเลยที่ ยังคงต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๔ อีกด้วย แต่เนื่องจากเป็นการกระทํากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทจึงต้องลงโทษบทหนักตามมาตรา ๙๐ (ฎีกาที่ ๑๒๖๘/ ๒๕๑๕ ฎีกาที่ ๑๐๑๕/๒๕๐๘)
มาตรา ๒๙๙ ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ รับอันตรายสาหัสโดยการกระทําในการชุลมุนต่อสู้นั้น
ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทําไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้นหรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
มาตรา ๒๙๙ นี้ เหมือนกับมาตรา ๒๙๔ มีความแตกต่างจากมาตรา ๒๙๔ ก็แต่เพียงว่า ทําให้บุคคลที่เข้าร่วมในการชุลมุนหรือไม่ก็ตามได้รับแต่เพียงอันตรายสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย
จะเป็นความผิดฐานชุลมุนต่อสู้ตามมาตรา ๒๙๔ หรือมาตรา ๒๙๙ จะต้องมีผลของความตายหรืออันตรายสาหัสเกิดขึ้น ถ้ามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับอันตราย บาดเจ็บก็ไม่มีความผิด
คำถามต่อไปนี้ ก. กับ ข. นัด ค. กับ ง. อีกพวกหนึ่ง มาตีกันที่ท้ายวัด ในการต่อสู้นั้น ค. ถูกชกจนตาบอดแต่ไม่ทราบว่า ก. หรือ ข. เป็นคนชก
กรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องชุลมุน ก. และ ข. ต่างเป็นตัวการ สมัครใจเข้าต่อสู้กับ ค. และ ง. อีกพวกหนึ่ง
ดังนั้น ทั้ง ก. และ ข. ต่างต้องรับผิดชอบ ในผลของการกระทําของพวกตน แม้ตนจะมิได้เป็นผู้กระทํา ดังนั้น ก. และ ข. จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๗, ๘๓ (เทียบฎีกาที่ ๒๖๔๒/๒๕๔๒) และเมื่อไม่ใช่กรณีชุลมุน ค. และ ง. จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๙ (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๕/๒๕๕๓ และ ๘๗๓๗/๒๕๕๓)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๔๒/๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๘ มีเจตนาร่วมวิวาททำร้ายผู้ตาย กับพวกมาแต่แรกอีกทั้งได้ลงมือทำร้ายผู้ตายกับพวกโดยร่วมกัน ชกต่อยและใช้ไม้ตี ถึงแม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายเพราะถูกแทง โดยไม่รู้ว่าจำเลยคนไหนเป็นคนแทง จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๘ ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การที่จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตาย กับพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน แม้แต่ละฝ่ายมีหลายคนแต่เมื่อสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ หาใช่เป็นความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้กัน เป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตายไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๓๕/๒๕๕๓ กรณีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้เสียหายกับพวกฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แล้วพวกของจำเลยเป็นผู้ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ย่อมมิใช่กรณีตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย คือ น. ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายด้วย จำเลยซึ่งมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานเป็นตัวการแม้มิได้เป็นผู้ลงมือใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม
คำบรรยายเนติ วิชากฎหมายอาญา ม. ๒๘๘-๓๖๖/๔ อ.มล.ไกรฤกษ์ฯ เล่มที่ ๑ สมัยที่ ๗๗
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 306 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|