จากการวิเคราะห์ตัวอย่างข้อสอบอัยการผู้ช่วยปี 2557 ทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่ สามารถสรุปภาพรวมความแตกต่างระหว่าง การยักยอกทรัพย์ และ การฉ้อโกง ได้ดังนี้
1. ลักษณะของการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
- การยักยอกทรัพย์ (Embezzlement): เน้นไปที่การที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว หรือเป็นกรณีที่เก็บทรัพย์สินที่ผู้อื่นทำตกหล่นได้ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต
- ตัวอย่างจากข้อสอบ: นายอมรได้รับมอบบัตรเครดิตจากนายเจมส์ (ซึ่งเก็บได้จากที่นายสกลลืมไว้) เพื่อนำไปคืนเจ้าของ แต่นายอมรกลับเก็บไว้เอง กรณีนี้ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย ตามมาตรา 352 วรรคสอง เนื่องจากเป็นการครอบครองทรัพย์ที่ผู้อื่นทำตกหล่นแล้วเบียดบังเป็นของตน
- การฉ้อโกง (Fraud): เน้นไปที่การใช้กลอุบาย หลอกลวง หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้อื่น
- ตัวอย่างจากข้อสอบ: การที่นายดำและนายเอกร่วมกันกุเรื่องว่ารถยนต์ถูกขโมยเพื่อไปเคลมเงินจากบริษัทประกันภัยจนได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามมาตรา 341
2. เจตนาและพฤติการณ์ในการกระทำผิด
- การยักยอกทรัพย์: มักเกิดขึ้นเมื่อความครอบครองโดยชอบ (หรือการเก็บได้) เปลี่ยนเป็นการเบียดบังเพื่อตนเอง
- ในข้อสอบสนามเล็ก พฤติกรรมที่นายอมรเก็บรักษาบัตรที่ผู้อื่นทำหายไว้เองแทนที่จะคืน คือจุดที่เกิดการยักยอก
- การฉ้อโกง: ต้องมีการหลอกลวงเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อให้ได้ทรัพย์ไป
- ในข้อสอบสนามเล็ก เมื่อนายอมรนำบัตรไปรูดซื้อโทรศัพท์และลงลายมือชื่อตนเองในใบสั่งซื้อเพื่อหลอกลวงร้านค้าว่าตนเป็นเจ้าของบัตร การกระทำส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
- ในข้อสอบสนามใหญ่ การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและการกุเรื่องรถหายเป็นการสร้างเรื่องหลอกลวงเพื่อเอาเงินประกัน
ตารางสรุปข้อแตกต่างจากตัวอย่างข้อสอบ
| ประเด็นเปรียบเทียบ |
การยักยอกทรัพย์ (มาตรา 352) |
การฉ้อโกง (มาตรา 341) |
| จุดเริ่มต้น |
ครอบครองทรัพย์อยู่แล้ว หรือเก็บทรัพย์ที่หายได้ |
ยังไม่มีทรัพย์ แต่ต้องการได้มาโดยการหลอกลวง |
| วิธีการ |
เบียดบังเอาเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม |
หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดความจริง |
| ตัวอย่างในข้อสอบ |
นายอมรเก็บบัตรเครดิตที่ผู้อื่นทำตกไว้กับตัว ไม่ยอมคืนเจ้าของ |
นายอมรเซ็นชื่อในสลิปหลอกร้านค้าเพื่อเอาโทรศัพท์ หรือนายดำกุเรื่องรถหายเพื่อเอาเงินประกัน |
ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากข้อสอบ: ในเหตุการณ์เดียวผู้กระทำผิดอาจมีความผิดทั้งสองฐานได้หากมีพฤติการณ์แยกกัน เช่น ยักยอกบัตรที่เก็บได้มาก่อน (ยักยอกทรัพย์สินหาย) แล้วจึงนำบัตรนั้นไปหลอกซื้อของจากผู้อื่น (ฉ้อโกง) ซึ่งศาลจะลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 223 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|