กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ส่งไป ไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี เพราะบทบัญญัตินั้นไม่เกี่ยวกับ ประเด็นข้อพิพาทในคดีและไม่รับวินิจฉัย เช่น
คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓/๒๕๔๔ เป็นกรณีพนักงานอัยการจังหวัด ชลบุรีเป็นโจทก์ฟ้องนายฮายาชิ คาสิโนริ เป็นจําเลยที่ ๓ ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ฐานร่วมกัน มีไว้เพื่อนําออกใช้ธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น
ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดชลบุรี นายโยชิมิ ทานากะ ยื่นคําร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี ความว่า จําเลยที่ ๓ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในการที่ถูกตีตรวนที่ข้อเท้าตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในระหว่างถูกคุมขังเป็นเวลาประมาณ ๒ ปี ๔ เดือนแล้ว ขอให้วินิจฉัยว่า การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี ๒๕๔๐) มาตรา ๔ (ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) มาตรา ๓๐ (การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเชื้อชาติ) และมาตรา ๓๓ (ก่อนมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเหมือน เป็นผู้กระทําความผิดมิได้) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยกเลิกการตีโซ่ตรวนจําเลย
ต่อมาจําเลยที่ ๓ ยื่นคําร้องเพิ่มเติมว่า จําเลยที่ ๓ ถูกย้ายมาควบคุมที่เรือนจําคลองเปรมและถูกถอดโซ่ตรวจแล้ว แต่กลับถูกควบคุมให้อยู่แต่ในห้องขัง เว้นแต่เวลารับประทานอาหาร เวลามีผู้มาเยี่ยมและพบทนายความเท่านั้น ทําให้สุขภาพทรุดโทรม จําเลยที่ ๓ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรได้รับการปฏิบัติจากองค์กรของรัฐเยี่ยงมนุษย์ และเมื่อศาลยังไม่ได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าจําเลยที่ ๓ กระทําความผิด ต้องสันนิษฐานว่าจําเลยที่ ๓ ไม่ได้กระทําผิด แต่ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๑๔ ใช้ถ้อยคําว่า “ผู้ต้องขัง” ซึ่งมีความหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔ (๒) หมายความรวมถึง “นักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก” เป็นเหตุให้บุคคลที่ได้รับ การสันนิษฐานว่าไม่ได้กระทําความผิด ถูกปฏิบัติเยี่ยงผู้กระทําความผิด พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ (๒) และมาตรา ๑๔ (๑) ถึง (๔) จึงขัดหรือแย้ง ต่อต่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี ๒๕๔๐) มาตรา ๔ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๓
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เนื่องจากกรมราชทัณฑ์แจ้งต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า จําเลยไม่ได้อยู่ในประเทศไทยและส่งตัวกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งจําเลยมีคําขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งกรมราชทัณฑ์ถอดตรวนที่ข้อเท้าของจําเลย ส่วนคําร้องที่ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔ (๒) และมาตรา ๑๔ (๑) ถึง (๔) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี ๒๕๕๐) มาตรา ๔ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๓ นั้น จําเลยถูกฟ้องข้อหาร่วมกันมีไว้เพื่อนําออกใช้ธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔) และฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐) พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ (๒) และมาตรา ๑๔ (๑) ถึง (๔) จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี คําร้องของจําเลย จึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี ๒๕๔๐) มาตรา ๒๖๔ ศาลรัฐธรรมนูญจึงให้จําหน่ายคําร้อง
ข้อสังเกต
๑) ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ (๒) และมาตรา ๑๔ (๑) ถึง (๔) ไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี เพราะจําเลยที่ ๓ ถูกฟ้องว่า ร่วมกันมีไว้เพื่อนําออกใช้ธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม และฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น หบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาล ต้องนํามาวินิจฉัยคดีของจําเลยที่ ๓ จึงได้แก่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔ และมาตรา ๓๔๐ มิใช่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ
๒) อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ หากจําเลยยังถูกตีตรวนและประเด็นการปฏิบัติที่ ไม่เป็นธรรมยังมีอยู่ อาจถือได้ว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ (๒) และมาตรา ๑๔ (๑) ถึง (๔) เป็นกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี เพราะศาลต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวในการวินิจฉัยว่า การดําเนินการของกรมราชทัณฑ์ชอบด้วย กฎหมายหรือไม่
อ้างอิง กฎหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) สมัยที่74
----------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
-----------------------------------------
จำนวนผู้เช้าชม : 621 ครั้ง |