ทางจำเป็น เมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้ทางก็จะขอให้เปิดทางจำเป็นไม่ได้ ดังนั้นทางจำเป็นจะมีอยู่หรือไม่ขึ้นอยู่กับความจำเป็น
ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๑ - ๘๑๒/๒๕๔๐ และ ๕๖๗๒/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่) ตัดสินยืนยันไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๑๑-๘๑๒/๒๕๔๐
แม้เดิมผู้อยู่ในที่ดินแปลงที่โจทก์รับโอนมาจะมีสิทธิใช้ทางในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิในทางเดินนั้นมาด้วยอย่างภารจำยอมเพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วยทางจำเป็นเกิดขึ้นและมีอยู่ตามความจำเป็นเมื่อโจทก์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางนั้นเพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งโจทก์สามารถใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นไม่ว่าจะเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๑๓๔๙หรือมาตรา๑๓๕๐
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ ๒
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์จังหวัดสุรินทร์
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ ตำบลในเมืองอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กว้าง ๓ เมตร จากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๓ (ที่ถูกคือโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔) เลขที่ดิน ๒๓๙ของโจทก์ไปจนถึงทางสาธารณะถนนเทศบาล ๓ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนซีเมนต์บล็อกที่ก่อปิดทางพิพาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๗๐๘ เลขที่ดิน ๒๒๓ เป็นของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่๙ พฤษภาคม ๒๕๒๗ ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น ๖ แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔ เลขที่ดิน ๒๓๙ โฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๕เลขที่ดิน ๒๔๐ โฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๖ เลขที่ดิน ๒๔๑ โฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๗เลขที่ดิน ๒๔๒ โฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ เลขที่ดิน ๒๔๓ และที่ดินคงเหลือแปลงเดิมโฉนดเลขที่ ๒๘๗๐๘ เลขที่ดิน ๒๒๓ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๗จำเลยที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ เลขที่ดิน ๒๔๓ให้จำเลยที่ ๒ รายละเอียดตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๒ และ ๓ประกอบกับรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ และ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ เลขที่ดิน ๒๔๓ ได้ตามฟ้องหรือไม่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔เลขที่ดิน ๒๓๙ ก็เพื่อขยายกิจการของตนเองที่กระทำอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๙๔ เลขที่ดิน ๑๘๘ ซึ่งเชื่อมต่อกับที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๓๙ มิใช่ซื้อมาเพื่อต้องการเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๔๓ แต่อย่างใด เพราะโจทก์สามารถเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๑๘๘ ได้อยู่แล้วและจำเลยที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๔๓ให้จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้เห็นว่า แม้เดิมผู้อยู่ในที่ดินแปลงที่โจทก์รับโอนมาจะมีสิทธิใช้ทางในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิในทางเดินนั้นมาด้วยอย่างภารจำยอมเพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทางจำเป็นเกิดขึ้นและมีอยู่ตามความจำเป็น เมื่อโจทก์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางนั้น เพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๑๒๑๙๔ เลขที่ดิน ๑๘๘ ด้วย ซึ่งโจทก์สามารถใช้ที่ดินแปลงนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖เมื่อที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔ เลขที่ดิน ๒๓๙ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ ก็ย่อมใช้ที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ ที่โจทก์เป็นเจ้าของออกสู่สาธารณะได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๙ หรือมาตรา ๑๓๕๐ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เช้าเยี่ยมชม : 227 ครั้ง |