การแสดงเจตนาซ่อนเร้น (ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔)
๑.การแสดงเจตนาซ่อนเร้น คือ การที่ผู้แสดงเจตนามีเจตนาในใจที่แท้จริงอย่างหนึ่ง แต่กลับแสดงออกมา ว่าตนมีเจตนาอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกับเจตนาแท้จริงในใจของผู้แสดงเจตนานั้น เป็นเรื่องที่ผู้แสดงเจตนารู้ตัวในขณะแสดงเจตนาจะทำนิติกรรมใด ๆ ออกมาด้วยเจตนาที่แสดงออก ไม่ตรงกับเจตนาแท้จริงภายในจิตใจ แม้ผู้แสดงเจตนามิได้ประสงค์จะให้เกิดผลตาม เจตนาที่ได้แสดงออกมานั้นก็ตาม แต่มาตรา ๑๕๔ ก็บังคับไว้ให้ถือว่านิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์
จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแสดงว่า กฎหมายถือเจตนาที่แสดงออกมาเป็นสําคัญ แม้ในใจจริงผู้แสดงจะไม่ได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงเจตนาออกมาก็ตามการแสดงเจตนานั้นไม่เป็นโมฆะ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ ในใจของผู้แสดงนั้น
๒. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแสดงเจตนาซ่อนเร้น บทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ ได้กําหนดหลักเกณฑ์ให้บุคคลใดแม้ในใจจะมิได้มีเจตนาที่จะให้ตนต้องผูกพันตามที่ตนได้แสดงเจตนาออกมานั้นก็ตาม แต่เมื่อได้แสดงเจตนาออกมาเพื่อทำนิติกรรมเป็นประการใด ก็ต้องถูกผูกพันในเจตนาอันได้แสดงออกมาเช่นนั้น โดยนิติกรรมนั้นสมบูรณ์ ไม่เสื่อมเสีย แต่มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าหากคู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้ถึงเจตนาภายในใจของผู้แสดง แล้ว เจตนาที่แสดงออกมานั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เนื่องจากตกเป็นโมฆะ
๓. ผลของการแสดงเจตนาซ่อนเร้น ในการแสดงเจตนาซ่อนเร้นนั้น หาทำให้ นิติกรรมตกเป็นโมฆะไม่ โดยนิติกรรมนั้นยังสมบูรณ์ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังคงมีสิทธิ และหน้าที่ตามนิติกรรมทุกประการ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะได้ทราบถึงเจตนาอันแท้จริง ภายในใจก็ย่อมจะทำให้นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๑๓ - ๓๓๑๕/๒๕๓๖ จำเลยทั้งสามมีเจตนาแท้จริงที่จะทำสัญญาขายลดเช็คกับธนาคารโจทก์แทน ส. และ ป. แต่แสดงเจตนาออกมาว่าตนเอง เป็นผู้ขายลดเช็คกับธนาคารโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้เจตนาผูกพันตนตามที่แสดงออกก็หาเป็นผลทำให้การแสดงเจตนานั้นตกเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งคือธนาคารโจทก์จะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของจำเลยทั้งสามนั้นตามมาตรา ๑๕๔
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๕๗/๒๕๖๐ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ชําระต้นเงิน คงชําระดอกเบี้ย ๔ ครั้ง การที่โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยทางเฟสบุ๊ค มีใจความว่า “เงินทั้งหมด ๖๗๐,๐๐๐ บาท ไม่ต้องส่งคืนให้แล้ว ยกให้หมด ไม่ต้อง ส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว” การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนําพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาใช้บังคับด้วย ดังนั้น ข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางเฟสบุ๊ค แม้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความของโจทก์ทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วย และโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ตามมาตรา ๓๔๐ แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ โจทก์ไม่อาจยกเหตุว่าโจทก์ไม่มีเจตนาปลดหนี้ให้จำเลย แต่ทำไปเพราะ ความเครียดต้องการประชดประชันจำเลยขึ้นอ้าง เพื่อให้เจตนาที่แสดงออกไปเป็นโมฆะ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ในใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชําระหนี้แก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๑/๒๕๖๑ จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันการชําระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญาจำนองกับโจทก์ นิติกรรมจำนองย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๕๔
สรุป แม้ในใจจริงผู้แสดงเจตนาจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงเจตนาออกมา แต่กฎหมายถือเจตนาที่แสดงออกมาเป็นสําคัญ การแสดงเจตนานั้นจึงไม่เป็นโมฆะ มีผลผลผูกพันตามที่แสดงออกมา เว้นแต่ถ้าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึง เจตนาที่ซ่อนอยู่ การแสดงเจตนานั้นก็ตกเป็นโมฆะ
อ้้างอิง วิชานิติกรรมสัญญา อ.บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ เนติฯ ครั้งที่ ๔ สมัยที่ ๗๖
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เช้าเยี่ยมชม : 652 ครั้ง |