ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> วิชาว่าความและการถามพยาน & การจัดทำเอกสารกฎหมาย



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ / ประทีป อ่าววิจิตรกุล
หมวด : วิชาว่าความและการถามพยาน & การจัดทำเอกสารกฎหมาย
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3093/2539     

  
 
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482 มาตรา 61, 73

 
ป.อ. มาตรา 56

  
  แม้ความผิดฐานขับรถบรรทุกน้ำมันเกินอัตราที่จำเลยก่อขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยส่วนรวมดังที่โจทก์ฎีกาแต่ความเสียหายดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นโดยพลันทันทีไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดใดๆมาก่อนย่อมน่าจะให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค2พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกและปรับแต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติด้วยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วส่วนที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษในคดีเช่นเดียวกันก็เป็นดุลพินิจเฉพาะในแต่ละคดีจะถือเอามาเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีนี้หรือคดีอื่นๆหาได้ไม่

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุก 61,750 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนด 24,350 กิโลกรัม ไปบนทางหลวงแผ่นดินขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73

 
จำเลยให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 ลงโทษจำคุก3 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ3,000 บาท รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด1 ปี ให้คุมประพฤติจำเลย โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน จนกว่าจะครบกำหนดเวลารอการลงโทษ ห้ามจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินต่อไป หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

 
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุก โดยอัยการพิเศษประจำเขต 5ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุก โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ความผิดที่จำเลยก่อขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยส่วนรวมดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นโดยฉับพลันทันทีไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดใด ๆมาก่อน ดังนี้ น่าที่จะให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปอีกสักครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกและปรับ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติด้วย น่าจะเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษในคดีเช่นเดียวกันกับคดีนี้ตามนัยแห่งคำพิพากษาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น เป็นดุลพินิจเฉพาะในแต่ละคดีจะถือเอามาเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีนี้หรือคดีอื่น ๆหาได้ไม่ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน


   
(นาม ยิ้มแย้ม - จรัญ หัตถกรรม - เหล็ก ไทรวิจิตร)

  
หมายเหตุ

  
คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2533 (ส่งเสริมฯเล่ม 6 หน้า 43) ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์นางอนงค์ ทองเกี่ยว จำเลย ในคดีนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยนำรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ทางราชการกำหนดถึง 5,800 กิโลกรัมมาเดินบนทางหลวงแผ่นดินนอกจากจะทำความเสียหายแก่ทางสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการบูรณะซ่อมแซมอันมีผลเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติโดยส่วนรวมแล้ว ก็ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่นอีกด้วย ทั้งจำเลยกระทำความผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดตามมาจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย"

 
เป็นปัญหาที่ค้างคาใจผู้บันทึกมาตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วว่า หากมีคดีบรรทัดฐานกรณีการรอการลงโทษหรือไม่รอการลงโทษแล้วคดีในลักษณะเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจะต้องถือตามกันตลอดหรือไม่ แม้ระบบกฎหมายของเราจะไม่ใช่ common law แต่เราก็ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลในการถือบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกา แม้ในการศึกษากฎหมายภาคปฏิบัติ การสอบต้องอาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นธงคำตอบ ทำให้ผู้พิพากษาศาลล่างบางครั้งไม่กล้าตัดสินแปรเปลี่ยนไปจากบรรทัดฐานที่มีมา

 
เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ทำให้เกิดความกระจ่างชัดว่า การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษไม่ถือหลักตามคดีบรรทัดฐานที่มีมาหรือหลักละติน stare decicis(แปลว่า ยึดมั่นกับสิ่งที่ได้ตัดสินไปแล้ว - to stand by thingsdecided) การตีความกฎหมายแบบนี้ ทำให้กฎหมายเกิดการพัฒนาดีกว่ายึดถือตามกันมาซึ่งจะทำให้เกิดความแข็งกระด้าง (rigid) ซึ่งไม่เหมาะสมัยกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

 
     ประทีป อ่าววิจิตรกุล


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 928 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ / ประทีป อ่าววิจิตรกุล |วิชาว่าความและการถามพยาน & การจัดทำเอกสารกฎหมาย ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]