ฎีกาเด่น* วิชา สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม สมัยที่71
อ.ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ภาคค่ำ 26 พ.ย.61 สัปดาห์ที่2
คำพิพากษาฎีกาที่ 9174/2560 (ฎีกาใหม่ น่าสนใจ) ผู้ตายแสดงความไม่พอใจที่จำเลยที่ 1 สนิทสนมกับ พ. ซึ่งเป็นคนรักเก่า และผู้ตายพูดท้าทายจำเลยที่ 1 ก่อน หลังจากนั้นผู้ตายและจำเลยที่ 1 ชกต่อยกัน เป็นกรณีที่ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่ ส.บิดาผู้ตาย เด็กชาย น. และ ศ.บุตรทั้งสองคนของผู้ตายจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) และมาตรา 30 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บุคคลทั้ง 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาสมควรสั่งเพิกถอนและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง
แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่ ส. บิดาของผู้ตายจะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา แต่ถือได้ว่า ส. เป็นผู้เสียหายในทางแพ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ส.ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ได้ ซึ่งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 47 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย แต่ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน เป็นกรณีต่างฝ่ายต่างทำให้เกิดความเสียหายขึ้นซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 442 ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และโดยที่มาตรา 223 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 วรรคหนึ่งค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เด็กชาย น.และเด็กชาย ศ. บุตรทั้งสองคนของผู้ตาย แม้บุตรทั้งสองคนของผู้ตายไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนโดยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเช่นเดียวกับมาตรา 43 ซึ่งพนักงานอัยการมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญา
แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุตรทั้งสองคนของผู้ตายซึ่งได้รับความเสียหาย
ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดย ไม่ต้องย้อนสำนวน
การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและการขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 30 และมาตรา 44/1
คำพิพากษาฎีกาที่ 1935/2561 (ฎีกาใหม่ น่าสนใจ) โจทก์ร่วมสมัครใจวิวาทกับจำเลย โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญาได้ แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือจิตใจได้นั้นหมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนโดยพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง มิใช่นำเอาความหมายของคำว่าผู้เสียหายในคดีอาญามาใช้บังคับ แม้โจทก์ร่วมจะไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ แต่ก็มีสิทธิเป็นผู้ร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้
ผู้ร้องและจำเลยสมัครใจต่อสู้กันถือได้ว่าต่างฝ่ายต่างก่อให้เกิดความเสียหายด้วยกัน แต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นซึ่งมีวิถีกระสุนกระจายเป็นวงกว้างยิงไปทางผู้ร้องจนกระสุนปืนถูกผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัส ในขณะที่จำเลยไม่ถูกกระสุนปืนที่ร่างกายเลย ตามพฤติการณ์เป็นที่เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่าฝ่ายผู้ร้อง จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้ร้องกึ่งหนึ่งของค่าเสียหายทั้งหมด (อ่านต่อ...)
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1719 ครั้ง |