ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ3 พยานอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 226 -244/1)


ชื่อข้อมูล : มาตราที่ออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ3 พยานหลักฐาน (ป.วิ.อาญา) (มาตรา 134/4)
หมวด : ข้อ3 พยานอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 226 -244/1)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

สรุปมาตราที่ออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ 3 พยานหลักฐาน (ป.วิ.อาญา)

 

         มาตรา ๑๓๔/๔[1]  (ออกสอบ ข้อ ๒ ปี ๒๕๔๙ วรรคห้า (เดิม), ๒๕๕๘ วรรคท้าย) (ออกสอบ ข้อ ๓ พยานอาญา ปี ๒๕๔๗ วรรคหนึ่ง อนุ (๑) + วรรคท้าย ,๒๕๔๘ , ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง +วรรคสาม) ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

           (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (ออกสอบ ข้อ ๓ พยานอาญา ปี ๒๕๔๗)

           (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

           เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ (ออกสอบ ข้อ ๓ พยานอาญา ปี ๒๕๔๗)

           ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ (ออกสอบ ข้อ ๓ พยานอาญา ปี ๒๕๔๗ , ๒๕๔๘ ,๒๕๖๐)

 

[1] มาตรา ๑๓๔/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗

 

เจาะประเด็น คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

        มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหาให้ พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับสิทธิผู้ถูกจับตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๔๖/๒๕๕๐ ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ ๒ นั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๒) ฯ มาตรา ๔ และมาตรา ๓๘ ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบถึง สิทธิต่าง ๆ ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่มีการจับกุมและสอบสวน

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๓๕/๒๕๕๓ ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยนั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๒) ฯ มาตรา ๔ และมาตรา ๓๙ ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๒๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๗/๑ และ มาตรา ๑๓๔/๔ มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิต่าง ๆ โดยละเอียดดังกล่าวจึงชอบแล้ว

        โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่ามีการสอบสวนแล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบ จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้วนอกจากนี้ การตรวจค้นและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นจับกุม และไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่

 

        ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๖) (๑๗) และมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่

        มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ ซึ่งในวรรคนี้นักศึกษาต้องดู มาตรา ๑๓๕ ประกอบโดยมาตรา ๑๓๕ บัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้เขา ให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 878 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 1 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

มาตราที่ออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ3 พยานหลักฐาน (ป.วิ.อาญา) (มาตรา 134/4) | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ3 พยานอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 226 -244/1) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 1


     มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อ พนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ซึ่งหลักการของวรรคนี้คล้ายกับหลักการของมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาตามมาตรา ๑๓๔ มาตรา ๑๓๔/๑ ถึงมาตรา ๑๓๔/๔ และมีผลเกี่ยวพันกับการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามมาตรา ๒๒๖ มาตรา ๒๒๖/๑ มาตรา ๒๒๖/๓ และมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๗/๑

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๔๕/๒๕๕๘ บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสาม กำหนดไว้ว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ ในเรื่องการสอบถามและจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นไม่ได้เท่านั้น แต่หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ ที่ห้ามมิให้นำคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าวมา เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นหรือจำเลยอื่นในคดีแต่ประการใด ทั้งสิ้น ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจึงสามารถนำมาเป็นพยานหลักฐาน ประกอบในคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยอื่นได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๖/๒๕๕๗ ที่จำเลยฎีกาว่า คดีตามคำฟ้องมีโทษประหารชีวิตซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้แก่จำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๒๒ ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติไว้แต่เพียงว่า  ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยดังอ้าง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ แต่อย่างใด โจทก์มีอำนาจฟ้อง



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 17/01/2021




  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]