ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29)


ชื่อข้อมูล : ทีเด็ด* พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กลุ่มมาตราเด่น + ฎีกาที่น่าสนใจ (ผู้ช่วยผู้พิพากษา)
หมวด : ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

ทีเด็ด* พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ผู้ช่วยผู้พิพากษา)

กลุ่มมาตราเด่น + ฎีกาที่น่าสนใจ  

 

กลุ่มมาตราที่เน้นออกสอบ เกือบ 90 %

- ผู้พิพากษาอาวุโส VS ผู้พิพากษาที่มีอาวุโส

- ผู้พิพากษาประจำศาล ไต่สวนหรือประทับฟ้อง ***

- มาตรา ๒๔ ,๒๕** + มาตรา ๒๘ หรือ ๒๙ + ๓๐ ,๓๑***

- เชื่อม มาตรา ๙ หรือ ๑๐ , ๑๑   ต่อด้วย เรื่องศาลแขวง หรือ ศาลจังหวัด

- มาตรา ๓๒, ๓๓ 

- มาตรา ๑๖ และ ๑๙/๑** 

 

กลุ่มมาตราที่น่าสนใจ

มาตรา ๙ (ออกสอบข้อ ๔ ปี  ๒๕๔๗ วรรคสอง,๒๕๕๗ วรรคสอง, ๒๕๕๙ วรรคสอง) ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๗, ๒๕๕๙)

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

 

มาตรา ๑๐  ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นออกเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

 

มาตรา ๑๑ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง , ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง อนุ (๔)) ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗)

(๒) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

(๓) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว

(๔) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๕) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

(๖) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ

(๗) มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีอำนาจตาม (๒) ด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย

มาตรา ๑๗ ** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๗, ๒๕๕๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒) ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง

มาตรา ๑๙/๑ **** บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

 

มาตรา ๒๔  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๒), ๒๕๔๘ อนุ (๒), ๒๕๔๙ อนุ (๒), ๒๕๕๐ อนุ (๒), ๒๕๕๕ อนุ (๒), ๒๕๕๗, ๒๕๕๘ , ๒๕๖๐, ๒๕๖๑ อนุ (๒)) ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)

(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ ,๒๕๖๐ ,๒๕๖๑)

 

มาตรา ๒๕  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๔), ๒๕๔๖ อนุ (๓) + (๕) , ๒๕๔๘ วรรคหนึ่ง +อนุ (๔) +วรรคสอง, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓) (๕), ๒๕๕๓ วรรคสาม + วรรคท้าย, ๒๕๕๕ อนุ (๓), ๒๕๕๗ อนุ (๓)(๕), ๒๕๕๘ อนุ (๔), ๒๕๕๙ อนุ (๓), ๒๕๖๐ อนุ (๓)(๔)(๕) ,๒๕๖๒ อนุ (๓) (๔) + ป.วิ.อ มาตรา ๔๐, ๔๔/๑) ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(๑) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

(๒) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

(๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๕, ๒๕๕๗, ๒๕๕๙, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒)

(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒)

(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑, ๒๕๕๗, ๒๕๖๐)

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๓)

 

มาตรา ๒๖  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๔, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘, ๒๕๕๙, ๒๕๖๑) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๒๘ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗ วรรคหนึ่ง อนุ (๓) +วรรคสอง) ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย

(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗)

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)

 

มาตรา ๒๙ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๓), ๒๕๔๖, ๒๕๔๗ อนุ (๓) + วรรคสอง, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓), ๒๕๕๓, ๒๕๕๔ วรรคหนึ่ง อนุ (๓), ๒๕๕๗, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง + อนุ (๓) + วรรคสอง)  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔, ๒๕๕๙)

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๙)

 

มาตรา ๓๐ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ หมายถึง กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

 

มาตรา ๓๑ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖ อนุ (๑) , ๒๕๕๑ อนุ (๑)) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ แล้ว ให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑)

(๒) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๕ (๕) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

(๓) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

(๔) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕ (๔) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

มาตรา ๓๒ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง, ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง)  ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาล แล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดีที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะรับผิดชอบ

 

มาตรา ๓๓ *** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๙ วรรคท้าย ,๒๕๕๑ วรรคหนึ่ง) การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

 

 

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๖๔ 

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๔๕/๒๕๕๑ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่ปรากฏว่าองค์คณะของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ทำคำพิพากษาครั้งหลังมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ (๓), ๓๐ เนื่องจากคดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นําพยาน เข้าสืบจนเสร็จการพิจารณาแล้ว แต่องค์คณะผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาครั้งหลังเป็นคนละองค์คณะกันกับครั้งแรก ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ จึงเป็นการทำคำพิพากษาที่ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่วนที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังว่า ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาใหม่ โดยมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นในขณะนั้นกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาทั้งสองคนนั้นเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้มาแต่ต้น อันจะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาในครั้งหลังได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับนี้จึงไม่ชอบ  

 

คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๒๐/๒๕๕๕ เมื่อมีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำ ความผิดอาญา บุคคลนั้นย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๒) พนักงานสอบสวนย่อมยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๖๖ เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ซึ่งตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๑) กําหนดให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายจับได้ ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสี่ ตอนท้าย กําหนดให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่า มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา ๖๘ กําหนดให้หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมาย นั้นได้ถอนหมายคืน ดังนี้ อำนาจในการออกหมายจับผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกหรือเพิกถอนหมายจับ และศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้อง ผู้ร้องจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้

 

 คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๘๙/๒๕๕๗****การสั่งคำร้องอนุญาตให้ ฉ.ลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและอนุญาตให้โจทก์เป็นผู็จัดการมรดกของ ท.เป็นการวินิฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาคดีได้ตามมาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท.จึงไม่ชอบ เพราะไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะทำได้ตามมาตรา ๒๔ (๔) และมาตรา ๒๕

 

 


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1070 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 2 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

ทีเด็ด* พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กลุ่มมาตราเด่น + ฎีกาที่น่าสนใจ (ผู้ช่วยผู้พิพากษา) | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 1


          คำพิพากษาฎีกาที่ 1125/2564 บทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ แสดงว่า การจะเพิกถอนการขายทอดตลาด เพราะเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามบทมาตรานี้ #ยังตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 331 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเสนอราคาสูงสุดแล้ว กฎหมายห้ามมิให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีโต้แย้งราคาขายของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยหยิบยกเรื่องราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดมีจำนวนต่ำเกินสมควรมาเป็นเหตุในการเพิกถอนการขายทอดตลาดอีกต่อไป เพราะก่อนการขายทอดตลาด กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีมีสิทธิเต็มที่ในการเข้าสู้ราคาเองหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้ราคาตามที่ตนต้องการแล้ว จึงไม่พึงให้มีการหยิบยกเหตุเกี่ยวกับราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดมาเป็นข้อโต้เถียงเพื่อเป็นช่องทางในการประวิงการบังคับคดีให้ล่าช้าอีก ดังนี้ ข้ออ้างตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ทรัพย์จำนองมีราคาสูงกว่าราคาขายทอดตลาดเป็นจำนวนมาก การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในราคาต่ำเกินไป จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 331 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ จำเลยไม่อาจยกขึ้นอ้างเป็นเหตุเพิกถอนการขายทอดตลาดได้



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 15/02/2022




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 2


 ตำพิพากษาฎีกาที่ 1162/2564  การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 40 ให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกันในกรณีที่ศาลที่จะพิจารณาคดีอาญารับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว แม้โดยปกติหากศาลนั้นเป็นศาลแขวงซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม ศาลนั้นก็มีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาโดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด แม้โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงก็ตาม
 ในกรณีศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณา #หรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา  การพิจารณาว่าศาลแขวงมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ ต้องเป็นไปตาม ป.วิ.พ.ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 2(1) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ โดยศาลแขวงคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาและโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งเกินกว่าอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจะรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษา การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีส่วนแพ่ง เท่ากับต้องให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีส่วนแพ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นไว้พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา
 



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 15/02/2022




  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]