ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม อ.ประเสริฐฯ (ภาคค่ำ) เนติฯ สมัยที่ 71
หากการกระทำความผิดได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และจำเลยได้เดินทางกลับไปที่บ้านแล้ว เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า
คำพิพากษาฎีกาที่ 6629/2556 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 มาถึงยังสถานที่เกิดเหตุ การกระทำความผิดของจำเลยต่อโจทก์ร่วมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว มิได้ปรากฎการกระทำความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหายที่ 2 และผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็แจ้งต่อผู้เสียหายที่ 2 ว่า จำเลยได้กลับบ้านแล้ว จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยกำลังกระทำหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่ากระทำความผิดมาแล้วสดๆ ซึ่งไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าที่ผู้เสียหายที่ 2 จะจับจำเลยได้โดยไม่มีหมายจับ และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78
การที่ผู้เสียหายที่ 2 ติดตามไปจับกุมจำเลยที่บ้านโดยไม่มีหมายจับนั้นจึงเป็นการเข้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจ และถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ ดังนั้น การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำด่าผู้เสียหายที่ 2 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์" ถึงแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามและทำให้ผู้เสียหายที่ 2 อับอายเสียหายก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 จับกุมจำเลยโดยไม่มีอำนาจ และมิใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำตามหน้าที่ แต่การกระทำดังกล่าวก็นับเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งหน้า ในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นบททั่วไปและยังคงถือว่าอยู่ในความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 413/2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษให้ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 75 กึ่งหนึ่งจำคุก 6 เดือน และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปรับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือนนับแต่วันพิพากษา อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยจึงไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อใน คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้อนุญาตจึงเป็นการไม่ชอบ และขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2560 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..." เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือเป็นดุลพินิจที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แล้วโจทก์และจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ว่าหากจำเลยคดีนี้ยอมไปสาบานตนด้วยถ้อยคำที่ตกลงกันถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้ โจทก์ยินยอมถอนฎีกาและยินยอมจ่ายเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย และขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยขอไม่ติดใจบังคับคดีตามคำพิพากษา หากจำเลยคดีนี้ไม่ไปสาบานตน จำเลยขอยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในคดีแพ่งและขอให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ทั้งขอถือเป็นการแสดงเจตนาถอนฟ้องและถอนอุทธรณ์ในคดีอาญาที่ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย แต่โจทก์คดีนี้ต้องนำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายในวันที่ 3 เมษายน 2558 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้นำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาล โจทก์จึงแพ้คดีตามคำท้า อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้า การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2549 (ประชุมใหญ่) ป.วิ.อ. มาตรา 35 มิได้บัญญัติถึงวิธีถอนฟ้องว่าจะต้องทำเป็นคำร้องแต่วิธีเดียวเท่านั้น หากคู่ความมาอยู่ต่อหน้าศาลและแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาย่อมไม่ห้ามศาลที่จะยอมรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาที่ได้กระทำในศาล โดยจดข้อความขอถอนฟ้องนั้นลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรืออาจจะกำหนดให้โจทก์ถอนฟ้องโดยทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้องก็ได้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดคู่ความให้มาศาลเพื่อเจรจากันในห้องพักของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ถือได้ว่าคู่ความมาศาลและขอให้ศาลนั่งพิจารณาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แม้จะได้กระทำในห้องพักของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมิใช่ในห้องพิจารณาคดีแต่ก็เพื่อความสะดวกแก่คู่ความจะได้เจรจาตกลงกันถือว่าศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลโดยชอบแล้ว เมื่อคู่ความอยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีของศาล และโจทก์แถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาในศาลนั้นเอง ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาได้
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาททั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาในคดีอาญาว่าเวลา 10 นาฬิกา คู่ความร่วมกันแถลงว่าสามารถตกลงเจรจาในเรื่องทรัพย์มรดกของ ม. ได้ข้อยุติและแบ่งกันได้แล้ว โจทก์จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนฟ้องอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ส่วนในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้คู่ความไปจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมาทำยอมกันในเวลา 14 นาฬิกาของวันนั้น แต่เมื่อในตอนบ่ายของวันนั้นไม่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมกัน การถอนฟ้องในคดีอาญาย่อมไม่มีผล การที่ศาลชั้นต้นด่วนอนุญาตให้ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีอาญาจากสารบบความไปก่อน โดยไม่รอให้คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งให้เสร็จไปพร้อมกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงและผิดระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โจทก์ขอให้เพิกถอนได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9174/2560 ผู้ตายแสดงความไม่พอใจที่จำเลยที่ 1 สนิทสนมกับ พ. ซึ่งเป็นคนรักเก่า และผู้ตายพูดท้าทายจำเลยที่ 1 ก่อน หลังจากนั้นผู้ตายและจำเลยที่ 1 ชกต่อยกันเป็นกรณีที่ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่ ส. บิดาผู้ตาย เด็กชาย น. และ ศ. บุตรทั้งสองคนของผู้ตายจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และ ป.วิ.อ. มาตรา 30 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บุคคลทั้ง 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาสมควรสั่งเพิกถอนและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง
แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่ ส. บิดาของผู้ตายจะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา แต่ถือได้ว่า ส. เป็นผู้เสียหายในทางแพ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ส. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้ ซึ่งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย แต่ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน เป็นกรณีต่างฝ่ายต่างทำให้เกิดความเสียหายขึ้นซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 442 ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และโดยที่ ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และ ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่งค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 504 ครั้ง |