ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)


ชื่อข้อมูล : ทฤษฎีกฎหมายแพ่ง ความรับผิดทางละเมิด เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หมวด : ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

 

 เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)

ทฤษฎีกฎหมายแพ่ง ความรับผิดทางละเมิด

---------------------------------

 

ทฤษฎีความรับผิดทางละเมิด 
           ทฤษฎีที่ใช้ในการกําหนดความรับผิดทางละเมิดที่ปรากฏในกฎหมายของประเทศไทยต่างๆ ที่สําคัญมี ๓ ทฤษฎี ได้แก่

          ทฤษฎีความผิด (Fault theory)

          ทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด (absolute liability) และ

           ความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict liability)

            เมื่อเปรียบเทียบบทกฎหมายอาญากับกฎหมายแพ่ง ผู้ต้องหา จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายไม่มีการลงโทษ” (Full poena sine lege) โดยในเรื่องความรับผิดทางละเมิดจะนําหลัก “เมื่อไม่มีกฎหมายย่อมไม่มีการลงโทษ” ที่ว่ามาใช้บังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่ปัญหาที่จะหาคนมาลงโทษ หากแต่เป็นปัญหาเพียงหาคนมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความ เสียหายเท่านั้น ในการกําหนดความรับผิดตามกฎหมายไทยปรากฏว่า กฎหมายไทยได้กําหนดความรับผิดไว้ ตามทฤษฎีทั้งสามด้วย แต่โดยทั่วไปความรับผิดทางละเมิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ ซึ่งถือว่าเป็นแม่บทหลักของความรับผิดทางละเมิด ซึ่งเป็นการกําหนดความรับ ผิดทางละเมิดตามทฤษฎีความผิด โดยทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด มีรายละเอียดดังนี้ 

            ทฤษฎีรับภัย (Theorie durisque ) เป็นทฤษฎีของฝรั่งเศสไม่มีอิทธิพลโดยตรง ในกฎหมายไทย ทฤษฎีรับภัย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีรับภัยที่สร้างขึ้น (Theorie du risqueree)

 

โดยมีเหตุผลทางทฤษฎีมาสนับสนุน ๒ ประการ คือ 
        ประการแรก เหตุผลทางกฎหมาย ผลแห่งความรับผิดทางละเมิดคือการบังคับให้ใช้ ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายมิใช่เป็นการลงโทษ เช่นเดียวกับความรับผิดทางอาญา ดังนั้น กฎเกณฑ์เรื่องละเมิด ไม่ควรคํานึงถึงความผิดเช่นเดียวกับกฎเกณฑ์ทางอาญา เพียงแต่เป็นผู้ก่อความเสียหายก็ควรถือเป็นการละเมิดแล้ว 
        ประการสอง เหตุผลทางพฤติการณ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้จะหาผู้รับผิดมิได้ก็ไม่ควร จะให้ผู้เสียหายเป็นผู้รับเคราะห์โดยที่ความเสียหายมิได้เกิดจากการกระทําของเขา เพียงแต่พิเคราะห์ว่าภัยนั้น เป็นผลเพราะเหตุใด และเหตุนั้นใครเป็นผู้ก่อผู้นั้นต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้น

        แม้ว่าทฤษฎีรับภัยจะมีการดําเนินกระบวนการพิจารณาความรับผิดด้วยความยุติธรรมอันเป็น เกณฑ์พื้นฐานของความผิด แต่สําหรับในสังคมปัจจุบันซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทําให้กรรมวิธีการ ผลิตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลักการของทฤษฎีนี้จึงเหมาะสมในการที่จะ นํามาใช้เพื่อเยียวยาความรับผิดทางแพ่งในคดีที่เกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
        ข้อสังเกต ทฤษฎีรับภัย (Theorie durisque ) มีสาระสําคัญ ดังนี้

        - ตรงกับแนวคิดความรับผิดทางละเมิดแนวที่หนึ่ง

         - ถือว่าหลักเกณฑ์แห่งความละเมิดนั้น ไม่จําเป็นที่ผู้ละเมิดต้องกระทําความผิดด้วย

         -เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นและรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทําแล้ว ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ทําละเมิด

        - ผู้กระทําต้องได้รับผลแห่งภัย ซึ่งก็คือความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ 

 ทฤษฎีความผิด (Fault theory) (ทฤษฎีความรับผิดในทางละเมิดของระบบ Common Law) 

        แนวคิดที่ 1 มีพื้นฐานจากหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคล ในอันที่จะไม่ถูกทําให้เสียหาย : กฎหมายละเมิดในยุคแรกก่อน ค.ศ.19 “เมื่อมีความเสียหายต้องมีการชดใช้เยียวยา” แนวคิดนี้ไม่พิจารณาถึง องค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทํา พิจารณาแต่ว่าเมื่อมีการกระทําขึ้นและมีผลเสียตามมาจะต้องมีผู้ชดใช้ โดยมุ่งชดเชยแก่ผู้รับความเสียหายไม่สนใจผู้กระทํา (จงใจ/ประมาท) แต่ต่อมาบ้านเมืองได้รับอิทธิพลของศาสนามากขึ้น ถือว่าผู้ละเมิดประพฤติผิดศีลธรรมด้วย จึงมีการรับคุ้มครองประโยชน์ในการใช้เสรีภาพ ของบุคคลตรงกับ ทฤษฎีรับภัยของฝรั่งเศส 
        แนวคิดที่ 2 มีพื้นฐานจากหลักการคุ้มครองเสรีภาพของผู้กระทําความเสียหายต้องเกิดจาก การกระทําที่จงใจหรือขาดความระมัดระวังเท่านั้นแนวคิดนี้พิจารณาองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทําด้วย ปลาย ค.ศ. ๑๔ ชัดเจนมากขึ้นว่าต้องมีความผิด จึงจะรับผิด (No Liability without Fault :Fault Theory) ทฤษฎีนี้ทําให้เกิดความกล้าเสี่ยงต่อการดําเนินกิจการมากขึ้น 

        จากแต่เดิมนั้นถือกันว่าความรับผิดในการละเมิดหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ผู้ที่ก่อความ เสียหายจะต้องรับผิดเสมอ โดยไม่มีสิทธิปฏิเสธความรับผิด โดยถือว่าผู้ที่ได้กระทําการใดขึ้นมาย่อมต้องรับ ความเสี่ยงภัยจากการกระทําของตน ต่อมาแนวความคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลทางศาสนามากขึ้น และเริ่มมี ความเชื่อและถือว่าผู้ที่ทําละเมิดคือผู้ที่ทําผิดศีลธรรมด้วย ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าผู้ใดทําละเมิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบภายในจิตใจด้วย กล่าวคือความรับผิดในทางละเมิดจะมีได้เมื่อการกระทํานั้นเป็นความผิด (Fault) ความผิดในที่นี้คือการที่ผู้กระทํา ได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทําให้ผู้อื่นเสียหายจึงต้องรับผิด 
แต่ในปัจจุบัน โลกเจริญรุดหน้าขึ้นความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไปความเสียหายเกิดง่ายขึ้น จากการบริโภคสินค้าและบริการหากให้ผู้เสียหายพิสูจน์ความผิด (Fault) ของผู้กระทําเป็นการยากจึงเกิด ทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด ( Strict Liability ) ขึ้น 

        ความรับผิดทางละเมิดตามทฤษฎีความผิด จะประกอบไปด้วย องค์ประกอบส่วนที่เป็นการ กระทําและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งหมายถึงจงใจหรือความประมาทเลินเล่อโดยผู้เป็นโจทก์ในคดีละเมิด ต้องพิสูจน์เหตุในการฟ้องคดีตามองค์ประกอบของความรับผิดมีการกระทําหรือไม่ โดยฝ่าฝืนหน้าที่หรือไม่ การกระทํานั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ และความเสียหายเป็นผลมาจากความผิดของผู้กระทํานั้น หรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ทฤษฎีความผิดคือ ทฤษฎีที่ต้องมีองค์ประกอบเรื่องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ที่เป็นส่วนหนึ่งของความ และมีความสัมพันธ์ระหว่างความผิดและความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ได้รับความเสียหาย จึงจะเป็นละเมิดได้ โดยสรุปหลักความรับผิดทางละเมิดตามทฤษฎีความผิดที่ว่านี้ ต้องมีองค์ประกอบเรื่อง ความผิด ในการกระทําให้เกิดความเสียหาย และมีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล โดยมีรายละเอียดที่สําคัญดังนี้ 
        (๑) ความผิด (Fault) คําว่า “ความผิด” ในที่นี้ไม่ใช่การกระทํา แต่เป็นสภาพทางจิตใจ (State of mind) หรือทัศนคติของผู้กระทําละเมิด หรือเป็นสภาพของการละเลยหรือเบี่ยงเบนมาตรฐานภายในจิตใจที่ เกิดจากการกระทํา หรืองดเว้นกระทําตามหน้าที่ที่จะต้องป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือที่น่าถูกตําหนิ ซึ่ง การกระทําหรืองดเว้นกระทําความผิดดังกล่าวเป็นการกระทําอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่มีสิทธิหรือฝ่า ฝืนปทัสฐานแห่งกฎหมาย โดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่อ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อเป็นส่วนหนึ่งของความผิดด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งความผิดเป็นสภาพทางจิตใจของผู้กระทําที่ เป็นเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือความสามารถในการใช้วิจารณญาณว่า การกระทําของตน จะ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นได้หรือไม่ ถ้ากระทําทั้งๆ ที่รู้ว่าการกระทําของตนจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่บุคคลอื่นหรือละเลยไม่ใช้วิจารณญาณหรือความสามารถของตนเพื่อพิจารณาเสียก่อนว่า บุคคลอื่นจะได้รับความเสียหายจากการกระทําของตนแล้ว สังคมก็จะถือว่าการกระทําอันนั้นน่าตําหนิหรือเป็นความผิด ซึ่งผู้กระทําความผิดจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น อันเป็นผลเนื่องมาจากการกระทําเช่นนั้นๆ 
        (๒) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล (Causation) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดที่เกิด จากการกระทําของผู้กระทําละเมิดกับความเสียหายที่เกิดกับผู้ได้รับความเสียหายใ5 ที่ผู้กระทํานั้นจะต้องรับผิด ชดเชยหรือชดใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับความเสียหาย ในกฎหมายอังกฤษแกละสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็น ประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ได้กําหนดความรับผิดทางละเมิดที่ความรับอยู่บนพื้นฐานของความผิด ตามทฤษฎีความผิดไว้เดียวกัน ภาระหน้าที่การพิสูจน์ในประเด็นนี้จะตกอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับความ เสียหายที่ต้องพิสูจน์ เหตุในการฟ้องคดีว่า การกระทําของจําเลยเป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือ ที่เรียกกันโดยทั่วไปไป “เหตุใกล้ชิดกับความรับผิดทางละเมิด” (Proximate Cause)16 หรือ “เหตุที่ตามมา อย่างกระชั้นชิดและต่อเนื่องซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหาย” 
        (๓) ความเสียหาย (Injury) เป็นความเสียหายทั่วไปที่เกิดต่อสิทธิที่มีตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิที่ว่า นี้จะต้องมีกฎหมายรับรองและคุ้มครอง 

 

 ทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด (absolute liability) 
        ทฤษฎีนี้ มีชื่อเรียกต่างๆ กัน ความรับผิดโดยไม่มีความผิด (Liability without fault) ความรับผิดโดยผลแห่งกฎหมาย (liability a imposed by the law) ความรับผิดโดยสมบูรณ์ (absolute liability) ซึ่ง หมายถึง ความรับผิดที่ผู้กระทําจะต้องรับผิดทั้งที่ไม่มีความผิด กรณีที่จะถือเป็นความรับผิด เด็ดขาดต่อเมื่อมิใช่กระทําโดยจงใจหรือประมาทเล่นเล่อ การกระทําโดยมีเจตนาดี หรือเจตนาร้าย และไม่ว่า ผู้กระทําจะรู้หรือไม่รู้ถึงการกระทํานั้นหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทําก็ไม่พ้นความรับผิดรากฐานแห่งแนวคิดเริ่มมาจาก การที่จําเลยก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสมาชิกในสังคม 
        ในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เรียกความรับผิดนี้ว่า ความรับผิดโดยเด็ดขาด (absolute liability standard) หมายถึง การกําหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ผลิตและออกขายไปอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่แสดงให้เห็นได้ว่า ความเสียหายนั้น เกิดขึ้นจากสินค้าดังกล่าวเท่านั้น” 
        ความรับผิดเด็ดขาดหรือทฤษฎีรับภัยนี้ถือหลักโดยให้สันนิฐานไว้ก่อนว่า บุคลอาจต้องรับผิด ทางละเมิดแม้ไม่ได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ที่ว่าเด็ดขาดนั้นก็คือไม่ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบ ภายในจิตใจหรือสภาพทางจิตใจ ความรับผิดโดยเด็ดขาดหรือทฤษฎีรับภัยที่กําหนดว่า หลักเกณฑ์แห่งความรับ ผิดทางละเมิดนั้นไม่จําเป็นที่ผู้กระทําละเมิดจะต้องมีความผิดด้วย เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นและรู้ว่าผู้ใดเป็น ผู้ทําหรือผู้ก่อแล้ว ก็ควรถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ละเมิด ไม่ว่าการกระทําที่ก่อความเสียหายนั้นจะถูกหรือผิดกฎหมาย 

ข้อสังเกต ทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด (absolute liability) มีสาระสําคัญ ดังนี้

        - เน้นที่ความเสียหาย ไม่เน้นที่ความผิด 
        - เกิดขึ้นเนื่องจากการพิสูจน์ความผิดของผู้ละเมิดอาจมีความซับซ้อนและทําได้ยากขึ้น เช่น กรณีอุบัติเหตุทางยานยนตร์หรือความเสียหายจากการบริโภคสินค้าและบริการ 
        - นําไปบัญญัติในกฎหมายเกี่ยวกับความเสียหายอันเกิดจากยานพาหนะหรือกฎหมายเกี่ยวกับ การบินพาณิชย์ กฎหมายเกี่ยวกับความเสียหายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ กฎหมายกําหนดค่าทดแทนความ เสียหายในการทํางาน เป็นต้น 

 

ทฤษฎีความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability) 
        ทฤษฎีความรับผิดโดยเคร่งครัดนี้ มีที่มาจากทฤษฎีรับภัย ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลอาจ ต้องรับผิดทางละเมิด แม้ไม่ได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยไม่ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบภายใน จิตใจ เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นและรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทําแล้ว ก็ควรถือว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทําละเมิด ไม่ว่าการ กระทําที่ก่อความเสียหายนั้นจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม เนื่องจากถือว่าเมื่อบุคคลได้กระทําการใดๆ ขึ้นแล้ว ย่อมเป็นการเสี่ยงภัยอย่างหนึ่ง คือ อาจมีผลดีหรือผลร้ายก็ได้ผู้กระทําจึงต้องรับผลแห่งการเสี่ยงภัยนั้น กล่าวคือ หากมีภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้น ก็จะต้องรับเคราะห์และต้องรับความเสียหายนั้น 
        แต่อย่างไรก็ตาม ความรับผิดทางละเมิดดังกล่าวนี้ จะถือว่าเป็นความรับผิดโดยเด็ดขาดทีเดียว ก็ไม่ได้ เนื่องจากจําเลยซึ่งเป็นผู้กระทําละเมิด อาจนําสืบเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ หมายความ ว่า จําเลยมีสิทธินําพยานหลักฐานมาสืบเพื่อแสดงให้ศาลเชื่อว่า คดีของจําเลยมีพยานหลักฐานที่มีน้ําหนัก น่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ได้ 
        อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความรับผิดโดยเคร่งครัดจึงเป็นความรับผิดโดยปราศจากความผิด แต่มีเหตุที่ต้องรับผิดโดยกฎหมายบัญญัติให้รับผิด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ผู้กระทําไม่ได้จงใจหรือประมาท เลินเล่อ ก็ต้องรับผิด แต่ไม่ได้ความว่า จะต้องรับผิดในทุกกรณีอย่างเด็ดขาดกฎหมายจึงมักจะกําหนดข้อยกเว้น ของหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดไว้ใน ๒ กรณี ซึ่งได้แก่ เหตุสุดวิสัย และเหตุที่ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะ ความผิดของผู้เสียหายเอง ความรับผิดโยเคร่งครัดนี้จึงเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งของคนในสังคมไม่ให้ต้องรับ เคราะห์กรรมโดยไม่มีผู้ใดรับผิดชอบชดใช้เยียวยา 
        สําหรับเหตุผลและความจําเป็นที่จะต้องนําหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้บังคับมาใช้ บังคับแก่ความรับผิดที่เกิดจากสินค้าที่ปลอดภัย มีหลายประการ ได้แก่ 
        ๑) การพิสูจน์ความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ผลิต เป็นเรื่องที่ทําได้ยาก 
        ๒) การผลักภาระการพิสูจน์ตามหลัก Res Ipsa Loquitur (Things Speak for itselt) หมายความว่า เหตุการณ์ย่อมชัดแจ้งอยู่ในตัวว่าฝ่ายใดฝ่ายเป็นฝ่ายผิด ซึ่งเป็นหลักกฎหมายวิธีสบัญญัติของ ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี โดยศาลในประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศ ออสเตรเลีย ได้หลักนี้มาใช้ตีความความรับผิดทางแพ่งของผู้ผลิตผู้จําหน่ายสินค้าต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น 
ในชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยที่ตนผลิตหรือจําหน่ายออกไป เพื่อผลัก ภาระการพิสูจน์ไปยังจําเลยที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้จําหน่ายสินค้าให้มาจําหน่ายสินค้าให้มานําสืบหักล้าง แต่ไม่ สามารถใช้ได้ในทุกกรณี 
        ๓) หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด จะเป็นแรงจูงใจในการสร้างความปลอดภัยแก่สินค้าเพิ่มมากขึ้น 
        ๔) ผู้ผลิตมีความสามารถหรืออยู่ในฐานะดีที่สุดจะป้องกันอันตรายหรือกระจายความเสี่ยงที่ เกิดจากสินค้าได้ 
        ๕) การที่ผู้ผลิตนําสินค้าของตนออกสู่ท้องตลาดย่อมสร้างความเชื่อถือแก่ผู้บริโภคพอสมควร ในการคาดหวังถึงความปลอดภัยในสินค้านั้น ดังนั้น หากความเสียหายเกิดขึ้นจากสินค้านั้น ผู้ผลิตจึงสมควร ต้องรับผิดด้วย 
สําหรับบุคคลที่ต้องรับผิดตามหลักความริบโดยเคร่งครัดนี้ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้นําเข้าซึ่ง บุคลดังกล่าวเป็นตัวจักสําคัญของระบบตลาด ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดร่วมกันในการเสี่ยงภัยทางธุรกิจ โดยเฉพาะ “ผู้ผลิต” (Producer) ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่สามารถป้องกันไม่ให้สินค้าไม่ปลอดภัยออกสู่ ท้องตลาดได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังหมายความรวมถึง “ผู้ที่อยู่ในสถานะเสมือนผู้ผลิต” (Apparent Manufacturer) ได้แก่ บุคคลใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าตนเป็นผู้ผลิตสินค้าโดยระบุชื่อเครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายอื่นใดลงบนสินค้านั้น แม้ในความเป็นจริงแล้ว ตนจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้านี้ก็ตาม โดยมี หลักการสําคัญ คือ ผู้เสียหายจะต้องสามารถกําหนดตัวผู้ผลิตที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยง่ายและโดยเหตุนี้ จึงมุ่งไปที่ข้อความหรือสิ่งบ่งชี้ต่างๆ ที่ระบุไว้บนตัวสินค้าเป็นลําดับแรก 
        ส่วน “ผู้นําเข้า” (Importer) ได้แก่ ผู้นําเข้าสินค้าเพื่อการขายหรือการขายหรือการจําหน่าย โดยวิธีการอื่นใดในทางการค้า ถือว่ามีฐานะเป็นผู้ผลิตด้วย เนื่องจากผู้นําเข้าเป็นผู้สร้างความเสี่ยงขึ้นด้วยการ นําเข้าสินค้ามายังประเทศที่เกิดความเสียหาย ดังนั้น ผู้นําเข้าจึงมีหน้าที่ดําเนินการตรวจสอบและทดสอบสินค้า ที่ตนนําเข้ามา และ “ผู้ขาย” (Supplier) ซึ่งผู้ขายสินค้าจะมีความรับผิดก็ต่อเมื่อไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิตหรือ ผู้นําเข้าหรือผู้ที่ป้อนสินค้าให้แก่ตนได้ โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องผู้ขายสินค้าได้ เพราะผู้ขายถือเป็นผู้ผลิตตาม ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย 
        โดยปกติแล้วบุคคลจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายก็ต่อเมื่อมีการกระทําการใดที่มีส่วนก่อให้เกิด ความเสียหาย ซึ่งทําให้บุคคลดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า โดยทั่วไปนั้น บุคคลจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ก็ต่อเมื่อได้กระทําการใดอันเป็นความผิดหรือสิ่งที่ผิด แต่อย่างไรก็ดี แนวคิดในเรื่องหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดนั้น เป็นแนวคิดที่กําหนดให้ต้องมีการรับผิดโดยปราศจากความผิด (Liability without fault) ความหมายของหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด หรือ “Strict liability” หมายถึง ความรับผิดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความประมาทเลินเล่อหรือความจงใจ แต่เป็นความรับผิดที่เกิดจากการฝ่าฝืนหน้าที่ ที่จะต้องทําให้เกิดความปลอดภัยโดยแท้จริง หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นความรับผิดโดยปราศจากความผิด โดยหน้าที่ที่จะต้องทําให้เกิดในกรณีเช่นใดที่จะต้องมีหน้าที่ที่จะทําให้เกิดความปลอดภัยโดยแท้จริงนั้น เป็นหน้าที่ที่กําหมายจะกําหนดไว้ว่าในกรณีเช่นใดที่จะต้องมีหน้าที่ที่จะทําให้เกิดความปลอดภัยโดยแท้จริง 
        และเมื่อมีการฝ่าฝืนหน้าที่นั้น บุคคลที่มีหน้าที่ก็จักต้องรับผิดโดยมิพักต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายนั้นหรือไม่ หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดนี้ แม้จะเป็นการกําหนดความ รับผิดไว้เคร่งครัดกว่าหลักกฎหมายละเมิดทั่วไป แต่ก็หาได้หมายความว่า ความรับผิดนี้เป็นความรับผิดเด็ดขาด หรือโดยสมบูรณ์ (absolute liability) ไม่ เพราะในเรื่องความรับผิดโดยเคร่งครัดนั้น กฎหมายจะมีการกําหนด เหตุที่ยกเว้นทําให้บุคคลไม่ต้องรับผิดโดยเคร่งครัดไว้ด้วย เช่น ความเสียหายนั้นเกิดเกิดจากเหตุที่ผู้ได้รับความ เสียหายเป็นผู้ก่อขึ้น เป็นต้น ซึ่งหลักความรับโดยเคร่งครัด (Strict liability) นี้ปรากฏในกฎหมายไทยมา ยาวนานพอสมควรในกฎหมายลักษณะละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนได้มีการนํามา บัญญัติไว้ในกฎหมายเฉพาะเรื่อง คือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งต่างก็เป็นรากฐานของการ ตราพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ นอกเหนือไปจากกฎหมายความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ 

 

ทฤษฎีความรับผิดในทางสัญญา (Contractual Liability) 
        ความรับผิดในทางสัญญาตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ๒ ประการประกอบกัน คือ หลักความรับผิดในคํารับประกัน (warranty) และหลักนิติสัมพันธ์ทางสัญญา (Privity of Contract) 

หลักความรับผิดในคํารับประกัน (Waranty) 
        กฎหมายสัญญาของประเทศได้ให้ความหมายคําว่า Warranty หมายถึงข้อความใดๆ ซึ่งแสดง ถึงการรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าว่าจะเป็นไปตามข้อความที่ระบุไว้และยืนยันว่าตนยินยอมจะรับผิดหาก มิได้เป็นไปตามนั้น ฉะนั้น Warranty จึงเป็นข้อสัญญาว่าจะรับผิดหรือการรับประกัน ซึ่งอาจเป็นการรับประกัน โดยชัดแจ้ง (Express Warranty) หรือการการรับประกันโดยปริยาย (Implied Warranty) 
        - การรับประกันโดยชัดแจ้ง (Express Warranty) หมายถึง การรับรองที่ผู้ผลิต หรือผู้ขายแสดงออกโดยชัดแจ้งไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ว่าหากสินค้ามิได้เป็นไปตามคํารับรอง จนเป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้ซื้อสินค้านั้น ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้โดยตรงจากผู้ที่ให้คํารับรอง หรือ รับประกัน เช่น Crocker V. Winthrop laboratorie ได้ความว่าจําเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจโดยบริษัทผู้ผลิตยา ซึ่งผลิตยา “Talvin” ซึ่งมรสรรพคุณขจัดความเจ็บปวดที่มีผลรุนแรงมาก จําเลยได้รับรองต่อผู้ใช้ว่าเมื่อใช้แล้ว จะไม่เสพติด ผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ใช้ยานี้แล้วติดยา ต่อมาได้ถึงแก่ความตาย เพราะผลจาก การใช้ยานี้เป็นพา ศาลได้วินิจฉัยว่า จําเลยได้สัญญาว่ายานี้มิใช่สิ่งที่ใช้แล้วเสพติด จําเลยจึงต้องรับผิดในความ เสียหายที่เกิดขึ้นตามคํารับประกันโดยชัดแจ้งที่ได้ให้ไว้ โดยไม่ต้องคํานึงว่า ผู้เสียหายได้เชื่อตามคํารับรองของ จําเลยในเวลาที่จําเลยนําสินค้าออกจําหน่ายในท้องตลาดหรือไม่ 
        - การรับประกันโดยปริยาย (Implied Warranty) เป็นผลของกฎหมายที่ถือว่า ผู้ขายได้ให้คํารับประกันไว้เช่นนั้น แม้ว่าตามความเป็นจริงแล้วผู้ขายอาจมิได้มีการให้การรับรองหรือรับประกัน 
ไว้เช่นนั้นก็ตาม เช่น การรับประกันเรื่องกรรมสิทธิ์ (Warranty of title) การรับประกันเรื่องภาระติดพัน (Warranly against encumbrances) 
        การรับประกันการใช้สอยสินค้าที่เหมาะสมตามเจตนาที่ซื้อขาย (Warranty of Mercheantability) ซึ่งถือว่าผู้ขายรับรองต่อผู้ซื้อว่า สามารถนําสินค้าที่ซื้อไปใช้ให้สมประโยชน์ ตามสภาพของสินค้าได้ 
การรับประกันการใช้สอยสินค้าที่เหมาะสมตามความมุ่งหมายเฉพาะ (Warranty of Fitness for a particular purpose) ซึ่งหมายถึงผู้ขายได้ทราบดีอยู่แล้วในขณะที่ซื้อขายกันว่าผู้ซื้อมีความมุ่ง หมายที่จะใช้ประโยชน์เฉพาะอย่างจากการใช้สินค้านั้น หรือผู้ซื้อไว้วางใจในความรู้ความชํานาญ หรือ ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของผู้ขายได้ให้คํารับรองหรือรับประกันโดยปริยายไว้ในเวลานั้นว่าสินค้านั้น สามารถนําไปใช้ได้สมประโยชน์หรือความมุ่งหมายโดยเฉพาะ 
        แม้ว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากหลักกฎหมาย Warranty แต่เนื่องจากระบบ เศรษฐกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอํานาจต่อรองเหนือกว่าผู้บริโภค ทําให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายอาศัยอํานาจ ต่อรองที่เหนือว่าดังกล่าวนี้ กําหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิด (Exemption clause) ตามหลัก กฎหมายนี้ไว้ในสัญญาที่ทําต่อกันเสีย จึงทําให้ผู้บริโภคซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองข้อสัญญาใดๆ ไม่ได้รับ ประโยชน์จากหลักกฎหมายนี้ 


หลักความสัมพันธ์ทางสัญญา (Privity of Contract) 
        คู่กรณีที่มีความสัมพันธ์ทางสัญญาต่อกันเท่านั้นที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้รับผิดต่อกันได้ ซึ่งถือ เป็นหลักเกณฑ์อันสําคัญของหลักความรับผิดในทางสัญญา บุคคลที่มิใช่คู่สัญญาไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้รับผิด โดยอาศัยมูลเหตุแห่งสัญญาได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ผู้บริโภคมักมิใช่คู่สัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ โดยตรง เมื่อเกิดความเสียหายจึงตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เช่น ในคดี Brunnensalz ศาลสูงเยอรมันได้ตัดสิน ในปี ๑๙๑๕ ว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อเกล็ดเกลือยา Brunnensalz ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของจําเลยมาจากร้ายขายยา โจทก์ได้รับความเสียหายจากการบริโภคยานั้น เนื่องจากมีเศษแก้วปะปนอยู่ จึงฟ้องจําเลยซึ่งเป็นผู้ผลิตให้ ต้องรับผิด ศาลได้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จําเลยรับผิดโดยอาศัยสัญญาได้ เพราะโจทก์ไม่มี ความสัมพันธ์ทางสัญญากับจําเลยซึ่งเป็นผู้ผลิต 
        หลักความความสัมพันธ์ทางสัญญา (Privity of Contract) นับเป็นอุปสรรคสําคัญที่ทําให้ ผู้บริโภคไม่สามารถเรียกร้องความเสียหายจากผู้ประกอบธุรกิจได้ เนื่องจากมิใช่อยู่คู่สัญญา” แต่หลักดังกล่าว ได้มีการผ่อนคลายลง โดยยอมให้บุคคลที่อยู่ในครัวเรือนหรือแขกของผู้ซื้อ หรือบุคคลที่คาดหมายจะใช้หรือ ได้รับผลจากสินค้านั้น ให้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ประกอบธุรกิจได้ แต่ก็มีข้อจํากัดเฉพาะความ เสียหายที่มีผลต่อร่างกายเท่านั้น 
        ผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนได้อาศัยอํานาจต่อรองทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า นําเอาหลักสิทธิ เสรีภาพในการทําสัญญาไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว ในรูปแบบข้อสัญญาสําเร็จรูป โดยกําหนด ข้อสัญญาที่ตนเองได้เปรียบเอาไว้ เช่น ข้อยกเว้นความรับผิด (Exempion Clause) จนทําให้ผู้บริโภคต้องตก อยู่ในฐานะที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนในบางประเทศต้องควบคุมแก้ไขข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว โดยทํา ให้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้นไม่มีผลบังคับ เช่นการใช้หลักการตีความของศาล โดยอาศัยหลักกฎหมายที่มีอยู่ 
        เช่น หลักศีลธรรม หลักสุจริต ตลอดจนออกกฎหมายพิเศษมาควบคุมเป็นการเฉพาะ เช่น ประเทศเยอรมัน ได้ออกกฎหมาย The Standard Terms Act 1974 โดยกําหนดเทคนิค ๒ ประการ คือ การควบคุมและการ ทดสอบสมเหตุสมผล 

 


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2024 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

ทฤษฎีกฎหมายแพ่ง ความรับผิดทางละเมิด เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]