มาตราที่ออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา
ข้อ 3 วิ.อาญา (มาตรา 192)
วิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙๒ [1] **** (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๔๕ วรรคสี่ + วรรคหก ,๒๕๔๖ วรรคสาม , ๒๕๔๗ วรรคหนึ่ง + วรรคสาม + วรรคท้าย ,๒๕๔๘ วรรคสอง + วรรคสี่ + วรรคหก ,๒๕๕๐ วรรคหนึ่ง + วรรคสอง + วรรคสี่ + วรรคท้าย , ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง + วรรคสาม + วรรคสี่ + วรรคท้าย , ๒๕๕๔ วรรคหนึ่ง + วรรคสาม + วรรคท้าย , ๒๕๕๕ วรรคหนึ่ง + วรรคห้า ,๒๕๕๘ วรรคหนึ่ง + วรรคท้าย + มาตรา ๒๑๕ , ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง ,๒๕๖๑ วรรคหนึ่ง ,๒๕๖๒) ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๔๘ ,๒๕๕๐)
ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้[2] (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๔๖ , ๒๕๔๗ , ๒๕๕๑ ,๒๕๕๔ )
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๔๕ ,๒๕๔๘ ,๒๕๕๐ ,๒๕๕๑)
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๕๕)
ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ (ออกสอบ ข้อ ๓ ปี ๒๕๔๕ ,๒๕๔๗ , ๒๕๔๘ ,๒๕๕๐ ,๒๕๕๑ ,๒๕๕๔ ,๒๕๕๘)
[1] มาตรา ๑๙๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๒
[2] มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๓๒
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๕/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๑ หน้า ๑๘) วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ แต่ความผิดดังกล่าว รวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ อยู่ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๑๕, มาตรา ๒๒๕
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๓/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๑ หน้า ๑๖๘) วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามการพิจารณาได้ความว่า นอกจากจำเลยมีเจตนาชิงเงินของผู้เสียหายแล้ว จำเลยยังลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน เมื่อความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วย แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์เงินสดและสร้อยคอทองคำ แต่เมื่อพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๗/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๒ หน้า ๒๓๔) วินิจฉัยว่า จำเลยทำปืนลั่นขึ้นขณะที่กอดปล้ำกันกับผู้ตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษ จำเลยในข้อหาตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๒/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๘ หน้า ๑๙๓๘) วินิจฉัยว่า แม้โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิด โดยใช่เหตุด้วย แต่ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านซึ่งมีผู้เสียหายอยู่ในบ้าน รวมการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองด้วย กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษในข้อเท็จจริงตามพิจารณาได้ความ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๒๕
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๓/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๘ หน้า ๑๙๓๘) วินิจฉัยว่า แม้โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันลงโฆษณาขอโทษโจทก์ในหนังสือพิมพ์มิได้มีคำขอให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๒ (๒) บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาล ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๘/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๖ หน้า ๑๖๑๒) วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยเข้าทางช่องทางที่ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าตามฟ้องโจทก์ แม้โจทก์บรรยายฟ้องรวมการกระทำฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนไว้ด้วย เช่นนี้ไม่จำต้องปรับบทลงโทษ จำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
อ้างอิง : ฎีกาใหม่ วิชา สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา (อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง) เล่มที่12 สมัยที่73
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2229 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|