
เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง เรื่อง มัดจำและเบี้ยปรับ
……..
มัดจำ กับ เบี้ยปรับ เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร
มัดจำ คือ สิ่งที่ได้ให้ไว้เมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งเมื่อได้ให้มัดจำไว้แล้วก็เป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญาขึ้นแล้ว
และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น (ป.พ.พ.มาตรา 377)
ดังนั้น สิ่งใดหากได้ให้ไว้เมื่อเข้าทำสัญญาย่อมเป็นมัดจำ แต่หากให้ในวันอื่นหรือหลังจากเข้าทำสัญญา
แม้จะกำหนดให้เรียกว่ามัดจำ ก็ไม่ใช่มัดจำตามกฎหมาย
มัดจำ จะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินอื่นก็ได้ เช่น เป็นเช็คก็ได้ เป็นสัญญากู้ยืมก็ได้ เป็นต้น
มัดจำ หากต้องริบ และหากมีจำนวนสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 7
เบี้ยปรับ คือ การตกลงค่าเสียหายล่วงหน้ากรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดหรือผิดสัญญา ซึ่งการกำหนดเบี้ยปรับ จะอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ เช่น เป็นเงินค่าปรับ, เป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นๆ ก็ได้
เบี้ยปรับ หากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ (ป.พ.พ.มาตรา 383)
ความแตกต่างระหว่างมัดจำและเบี้ยปรับ
1. มัดจำ เป็นสิ่งที่ให้ไว้เพื่อยืนยันว่าสัญญาได้ทำกันแล้วหรือเป็นประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญา
เบี้ยปรับ เป็นเงินที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ก็ริบได้ทันที
2. มัดจำ ต้องเป็นสิ่งที่ได้ให้ไว้ใน “วันทำสัญญา” ดังนั้นแม้จะระบุสิ่งใดไว้เป็นมัดจำ แต่หากถ้ายังไม่ได้ส่งมอบไว้ในวันทำสัญญาก็ไม่ใช่มัดจำ
เบี้ยปรับ เป็นการตกลงค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องส่งมอบในวันทำสัญญา
3. เงินดาวน์ที่จ่ายในวันทำสัญญา แต่ตกลงให้เป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่แบ่งชำระล่วงหน้า ไม่ได้ให้เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ไม่ถือว่าเป็นมัดจำ
เบี้ยปรับมี ๒ กรณีด้วยกัน คือ ๑.กรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ๒.กรณีชำระหนี้แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วนเช่น ล่าช้า,ไม่ครบถ้วนหรือชำรุดบกพร่อง
4. เงินมัดจำริบได้ เมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญา ละเลยไม่ชำระหนี้และเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้
กรณีลูกหนไม่ชำระหนี้เลย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้หรือเรียกเอาเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้อีก
5. การฟ้องคดีเรียกมัดจำคืน ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี
กฎหมายไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความของเบี้ยปรับไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ ๑๐ ปี*
ตัวอย่าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3216/2554 เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียวเพราะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินให้ถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกโดยโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อยินยอมให้จำเลยผู้จะขายริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดเช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง ถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นพยานหลักฐาน และเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นมัดจำ ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระอีกจำนวน 32,500 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน ตามสัญญาดังกล่าว ระบุให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้งวดที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ทั้งสอง ชำระค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินตามสัญญา มิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงมิใช่ค่ามัดจำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเป็นอันยกเลิกแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 20,000 บาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2)
โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดิน ค่าจ้างปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้วและค่าต่อเติมบ้านหลังจากที่จำเลยมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 20,000 บาท แล้ว เป็นเงิน 606,897บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จำเลยจะต้องให้โจทก์ทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัญญาเป็นอันยกเลิก โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2554 เงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ หรือหากโจทก์ละเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ริบเงินนั้นได้ตามสัญญา เงินจำนวนนี้จึงเป็นมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ เพราะเบี้ยปรับเป็นกรณีที่ลูกหนี้ สัญญาจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อตนไม่ชำระหนี้อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น คู่สัญญามิได้มีเจตนาให้เอาเบี้ยปรับเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ แม้ตาม ป.พ.พ. มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับ แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ โดยบทกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรหากมัดจำสูงเกินส่วนศาลจึงมีอำนาจลดมัดจำได้
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 650 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|