ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)


ชื่อข้อมูล : หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง หลัก เงื่อนไขและเงื่อนเวลา เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หมวด : ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

 

หลักและทฤษฎีกฎหมาย

 

 เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)

หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง เปรียบเทียบ เงื่อนไข กับ เงื่อนเวลา
 
……..

 

เงื่อนไขและเงื่อนเวลา

เงื่อนไข
มาตรา 182

                  ข้อความใดอันบังคับไว้ให้นิติกรรมเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่า
จะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตข้อความนั้นเรียกว่าเงื่อนไข

                  อธิบาย
                  เงื่อนไข คือ ข้อความหรือข้อกำหนดที่ระบุกันไว้ในนิติกรรมว่าจะให้นิติกรรมนั้นเป็นผลหรือ
สิ้นผล ต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ทำนิติกรรมว่าจะขายรถ
โดยกำหนดว่าจะขายรถให้ต่อเมื่อผู้ขายสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ หากสอบไม่ได้ก็ไม่ขาย เป็นต้น
                  - เงื่อนไขจึงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนเพราะอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้
           

                  ฎีกาที่ 2662/2537 หนังสือที่โจทก์มีไปถึงบริษัทจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีข้อความว่า เนื่องด้วยกระผมจะขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทและจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทระบุว่าทางบริษัทจะทำการซื้อหุ้นในส่วนของกระผมคืนซึ่งกระผมก็ไม่ขัดข้องสำหรับราคาค่าหุ้นจะมีมูลค่าเท่าไรทางคณะกรรมการบริหารบริษัทได้มอบหมาย ว.เป็นผู้ทำการตกลงกับกระผมในอันดับต่อไปกระผมขอแจ้งให้ท่านทราบว่ากำหนดการลาออกของกระผมในตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการทั่วไปและในฐานะ
ผู้ถือหุ้นคือวันที่กระผมได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในส่วนของกระผมในราคาที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ข้อความดังกล่าวให้ความหมายว่าโจทก์จะลาออกก็ต่อเมื่อโจทก์ได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในส่วนของโจทก์ในราคาที่ตกลงกันแล้ว ถือได้ว่าเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้การลาออกซึ่งเป็นนิติกรรมเป็นผลต่อเมื่อมีการชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกันระหว่างว.กับโจทก์ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตข้อความดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขและจะมีผลเป็นการลาออกจากงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวสำเร็จลงโดยโจทก์ได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกัน เงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขที่กำหนดให้นิติกรรมการลาออกจากการเป็นลูกจ้างมีผลนั้นจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานในฐานะลูกจ้างหรือไม่ก็ได้เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกันการลาออกของโจทก์จึงยังไม่มีผลบังคับ


เงื่อนไขบังคับก่อน/*เงื่อนไขบังคับหลัง
มาตรา 183

                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน  นิติกรรมนั้นย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลัง นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
                  ถ้าคู่กรณีแห่งนิติกรรมได้แสดงเจตนาไว้ด้วยกันว่า  ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้นให้มีผล
ย้อนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนสำเร็จ ก็ให้เป็นไปตามเจตนาเช่นนั้น

                  อธิบาย
                   เงื่อนไขบังคับก่อน คือ นิติกรรมจะเป็นผล เมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
                 

                  ฎีกาที่ 865/2540 บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์จําเลยระบุว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ ไปจดทะเบียนหย่าในวันที่ระบุหลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทําสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลที่โจทก์ฟ้องหย่าจําเลยไว้ก่อนแล้วถือว่าข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขบังคับก่อน ดังนั้น เมื่อยังมิได้มีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาล ซึ่งมิใช่เป็นเพราะจําเลยไม่ปฏิบัติ ตาม ข้อตกลงเรื่องจดทะเบียนการหย่าจึงยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จะบังคับให้จําเลยไปจด ทะเบียนการหย่ากับโจทก์ไม่ได้


                  เงื่อนไขบังคับหลัง คือ นิติกรรมจะสิ้นผล เมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว


                  ฎีกาที่ 8691/2553 การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจําเลยมีว่าหากการ ไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ ให้ถือว่าใบสั่งซื้อสินค้า เป็นอันยกเลิกนั้น
ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจําเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อ เงื่อนไขนั้นสําเร็จตาม ป.พ.พ.มาตรา 188 วรรคสอง


                  - ข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ว่าจะต้องดำเนินการก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เงื่อนไข
บังคับก่อนตามมาตรา 183
                  ฎีกาที่ 141/2538 ข้อสัญญาว่าจําเลยจะทําการหักโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ เมื่อออกโฉนดแล้วภายใน 180 วัน มิใช่ข้อตกลงอันบังคับไว้ให้นิติกรรมมีผล จึงมิใช่เงื่อนไขบังคับก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เดิม เป็นแต่เพียงข้อตกลงที่กําหนดหน้าที่ของจําเลยจะ ต้องดําเนินการขอออกโฉนดที่ดินที่จะขายให้สําเร็จก่อนที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เท่านั้น


                  - ตกลงชำระค่าจ้างว่าความเมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้วเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข
ไม่ใช่เงื่อนเวลาเพราะโจทก์จะได้รับเงินค่าที่ดินหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ในอนาคตและไม่แน่นอน


                  ฎีกาที่ 3155/2537 จ. บิดาจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขายจาก อ. โดย จ. จะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อได้รับเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว  สัญญาจ้างว่าความที่โจทก์ทำไว้กับ จ. เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 และ
เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตาม มาตรา 183 วรรคแรก หาใช่เป็นเงื่อนเวลาไม่ เพราะ จ. จะได้รับเงินค่าที่ดินหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ในอนาคตและไม่แน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนี้ จ.หรือกองมรดกของ จ. จะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ต่อเมื่อเงื่อนไขสำเร็จคือ อ.ชำระเงินค่าที่ดินให้แล้ว เมื่อ อ.มิได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ จ. หรือกองมรดกของ จ. เลย เงื่อนไขตามสัญญาจึงไม่สำเร็จโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ จ. ได้


                  ฎีกาที่ 9508/2539 ข้อสัญญาข้อ8ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับหลังของสัญญาจ้างเหมา หากมีเหตุการณ์ใดที่นอกเหนืออำนาจของโจทก์ผู้ว่าจ้างเกิดขึ้นทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานี้ต่อไปอีกได้ก็ให้มีการเจรจากันระหว่างคู่สัญญาหากตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันเริ่มต้น
เจรจาแล้วให้สัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดลงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้โจทก์จัดทำและเสนอข่าวด้วยตนเองและห้ามมิให้จ้างเอกชนจัดทำและเสนอข่าวอีกต่อไปถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่นอกเหนืออำนาจของโจทก์ทำให้โจทก์ผู้ว่าจ้างไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาต่อไปอีกได้เป็นกรณีที่เงื่อนไขสำเร็จแล้วโจทก์จึงได้นัดให้มีการเจรจาตกลงกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2532 ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นการเจรจาหากภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันดังกล่าวโจทก์จำเลยยังไม่อาจตกลงกันได้สัญญาจ้างเหมาย่อมสิ้นผลระยะเวลา3เดือนแม้จะเป็นเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ให้สัญญาสิ้นสุดแต่ถึงอย่างไรนิติกรรมสัญญาจ้างเหมาก็ต้องสิ้นสุดลงเพราะเงื่อนไขบังคับหลังได้สำเร็จแล้วดังกล่าวข้างต้นโจทก์ย่อมไม่อาจสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเพื่อให้สัญญามีผลต่อไปได้เพราะจะเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีทั้งการที่มีการนัดเจรจาครั้งสุดท้าย ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2532 แต่โจทก์ไม่ยอมเจรจาโดยแจ้งว่าสัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดแล้วแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2532 ก็ดีและโจทก์เรียกร้องค่าใช้เครื่องมือและอุปกรณ์จากจำเลยจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2532 อันเป็นวัน
สุดท้ายที่สัญญาดังกล่าวมีผลบังคับก็ดี ล้วนเป็นการแสดงว่าโจทก์หาได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา
ที่ให้สัญญาสิ้นสุดลงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาไม่อีกทั้งจำเลยเองก็ยอมรับว่าโจทก์ต้องการให้สัญญา
จ้างเหมาสิ้นผลโดยเร็วเพื่อจะได้ไม่ต้องจ้างจำเลยต่อไปดังนั้นพฤติการณ์ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์
ได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาแล้ว
                 
                 
ห้ามกระทำการเสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ
มาตรา 184

                  ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ  คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อน
ไขจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น

                  อธิบาย
                  ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ  คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อน
ไขจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น เช่น นายเอกทำนิติกรรมจะขายรถให้นายโท โดยกำหนดว่า
จะขายรถให้นายโท ต่อเมื่อนายเอกสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ดังนั้นในระหว่างที่รอผลสอบ
นายเอกต้องไม่นำรถไปขายให้กับคนอื่น


มาตรา 185
                  ในระหว่างที่เงื่อนไขยังมิได้สำเร็จนั้น สิทธิและหน้าที่ต่างๆ ของคู่กรณีมีอย่างไรจะจำหน่าย จะรับมรดก จะจัดการป้องกันรักษา หรือจะทำประกันไว้ประการใดตามกฎหมายก็ย่อมทำได้

กรณีที่ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
มาตรา 186

                  ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ  และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
                  ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย

                  อธิบาย
                   ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ  และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว และ
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดย
ไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย

มาตรา 187
                  ถ้าเงื่อนไขสำเร็จแล้วในเวลาทำนิติกรรม หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรม
นั้นไม่มีเงื่อนไข หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
                  ถ้าเป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับ
ก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข
                  ตราบใดที่คู่กรณียังไม่รู้ว่าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วตามวรรคหนึ่ง หรือไม่อาจสำเร็จได้ตาม
วรรคสอง  ตราบนั้นคู่กรณียังมีสิทธิและหน้าที่ตาม มาตรา 184 และ มาตรา 185


 

เงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย, *เงื่อนไขขัดต่อความสงบเรียบร้อย
มาตรา 188

                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน  นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ

เงื่อนไขพ้นวิสัย
มาตรา 189

                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลังและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย ให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข

มาตรา 190**
                  นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน และเป็นเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่ สุดแล้วแต่ใจของ
ฝ่ายลูกหนี้  นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ

                  อธิบาย
                  นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน และเป็นเงื่อนไขอันจะสําเร็จหรือไม่แล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้
นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ


                  ฎีกาที่ 693/2537 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 190 บัญญัติว่านิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขอันจะสําเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หมายความว่าเงื่อนไขบังคับก่อนซึ่งจะทําให้นิติกรรมเกิดผลขึ้นหรือไม่ย่อมอยู่ที่ความ พอใจ หรือความสมัครใจของลูกหนี้แต่ฝ่ายเดียว โดยไม่มีบุคคลอื่น หรืออํานาจใดๆ เข้ามาผูกพันกับลูกหนี้ การที่จําเลยทั้งสองตกลงจะคืนเงินมัดจําให้แก่โจทก์เมื่อจําเลยทั้งสองขาย ที่ดินได้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขึ้นอยู่ที่ความพอใจหรือความสมัครใจของจําเลยทั้งสองฝ่าย เดียวแต่ขึ้นอยู่กับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้จะซื้อด้วยว่ามีความพอใจหรือไม่พอใจที่จะซื้อตาม ข้อเสนอของจําเลยทั้งสองหรือไม่ ดังนั้น เงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงื่อนไขอันจะ สําเร็จได้หรือไม่สุดแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้จึงไม่เป็นโมฆะ


                  -  แต่ถ้านิติกรรมที่มีเงื่อนไขแล้วแต่ใจเจ้าหนี้ ไม่ตกเป็นโมฆะ
                  ฎีกาที่ 6902/2543โจทก์กับจําเลยทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยสัญญาระบุไว้ว่า “หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตามผู้จะขายยิน ยอมผ่อนเลื่อน
กําหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ใหม่” สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาทั้งสอง ฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่าผู้จะซื้อคือจําเลย เป็นเจ้าหนี้ ส่วนผู้จะขายคือโจทก์เป็นลูกหนี้ จึงมิใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขสุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ หากแต่เป็นเงื่อนไขแล้วแต่ใจของเจ้าหนี้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ
                 
           
เงื่อนเวลาเริ่มต้น, เงื่อนเวลาสิ้นสุด
มาตรา 191

                  นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้  ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรม
นั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
                  นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้  นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด

                  อธิบาย
                   เงื่อนเวลา คือ  ข้อกำหนดที่ระบุกันไว้ในนิติกรรมว่าจะให้นิติกรรมนั้นเป็นผลหรือสิ้นผล
ต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งในอนาคตซึ่งมีความแน่นอน
                  - เงื่อนเวลาเริ่มต้น คือ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
                  - เงื่อนเวลาสิ้นสุด คือ นิติกรรมสิ้นผล เมื่อถึงเวลาที่กำหนด


                  ฎีกาที่ 6228/2550 สัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 1 มีข้อความว่า “ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว” ข้อ 2 มีข้อความว่า “ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้เรียบร้อยแล้ว ดังนี้เห็นได้ว่า หนี้ตามสัญญาได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง


                  ฎีกาที่ 3249/2531 การที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2508 มีกำหนด10 ปีนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525 เป็นต้นไปนั้น ถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ แม้โจทก์รับโอนที่พิพาทมาก่อน
ถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าก็ต้องรับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 569


                  ฎีกาที่ 4932/2545  ข้อความตามตัวอักษรในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2  แปลความได้ว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้ แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540
เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุด สัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดย่อมต้องตกเป็นผู้ผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามข้อความในสัญญา ข้อ 4  ส่วนข้อความในสัญญา ข้อ 2.1 ที่ว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2 มีความหมายชัดเจนถึงว่าหากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้ก่อนครบกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เมื่อใด จำเลยทั้งสอง ก็จะชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อนั้น แต่หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ยังจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540  อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญาข้อ 2 นั่นเอง

การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา
มาตรา 192

                  เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดนั้น  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำหนดไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฏโดยเนื้อความแห่งตราสารหรือโดยพฤติการณ์แห่งกรณี
ว่าได้ตั้งใจจะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้หรือแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน
                  ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้นเสียก็ได้ หากไม่
กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น


                  ฎีกาที่ 2201/2535 การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 154 วรรคสอง อาจจะเป็นการแสดงออกของผู้ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นโดยปริยายก็ได้
                  จําเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธหนี้ของโจทก์อย่างเดียว โดยมิได้ยกเงื่อนเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้
เป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นโดยปริยาย


                  ฎีกาที่ 1098/2507 เจ้าหนี้ฟ้องเรียกเงินกู้ก่อนถึงกําหนดชําระ ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิด อ้างว่าชําระหนี้เงินกู้ตามสัญญาแล้ว ย่อมแสดงว่าลูกหนี้ไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อน เวลาในสัญญากู้นั้น เงื่อนเวลาจึงไม่เป็นข้อที่ลูกหนี้จะอ้างเป็นประโยชน์ได้ต่อไป


                  ฎีกาที่ 3097/2551 โจทก์ฟ้องจำเลยในวันสุดท้ายที่จำเลยยังมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้โจทก์อยู่ยังไม่ถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กลับยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว โดยไม่ได้ยกเงื่อนเวลาชำระหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ จึงเป็นการสละประโยชน์แห่ง
เงื่อนเวลาโดยปริยาย ตาม ป.พ.พ.มาตรา 192 วรรคสองโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย


                  ฎีกาที่ 5126/2538  ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดว่าจำเลยจะคืนเงินประกันให้หลังจากลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างภายใน 30 วัน เป็นเงื่อนเวลาซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลย
ในการปฏิเสธที่จะคืนเงินประกันให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้เมื่อโจทก์ทั้งสองเรียกเงินคืนก่อนกำหนดแต่จำเลยหาได้ยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นปฏิเสธไม่ กลับปฏิเสธว่าโจทก์ทั้งสองก่อความเสียหายให้แก่จำเลยถือว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 วรรคท้ายและการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานี้ไม่จำต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรจำเลยจึงไม่อาจยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลามาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้อีก

การถือประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุด
มาตรา 193

                  ในกรณีดังต่อไปนี้  ฝ่ายลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลา
สิ้นสุดมิได้
                  (1)  ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย
                  (2)  ลูกหนี้ไม่ให้ประกันในเมื่อจำต้องให้
                  (3)  ลูกหนี้ได้ทำลาย หรือทำให้ลดน้อยถอยลงซึ่งประกันอันได้ให้ไว้
                  (4)  ลูกหนี้นำทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาให้เป็นประกันโดยเจ้าของทรัพย์สินนั้น
มิได้ยินยอมด้วย

                  อธิบาย
                   หากลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย หรือลูกหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (2)-(4) ลูกหนี้ย่อมหมดสิทธิที่จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดได้อีกต่อไป


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2202 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง หลัก เงื่อนไขและเงื่อนเวลา เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]