
เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง เรื่อง สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
……..
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก (มาตรา 374-376)
มาตรา 374 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร้ ท่านว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้
ในกรณีดั่งกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น
มาตรา 375 เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่
มาตรา 376 ข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาดั่งกล่าวมาใน มาตรา 374 นั้น ลูกหนี้อาจจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้
- การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกนั้น เรียกว่า สัญญา
เพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
- บุคคลภายนอก จะต้องเป็นบุคคลที่คู่สัญญากำหนดตัวไว้แน่นอน แต่ไม่จำเป็นต้องทราบใน
ขณะทำสัญญาว่าเป็นผู้ใด หรือเพียงแต่กำหนดคุณสมบัติไว้ก็ได้ ซึ่งบุคคลภายนอก บางกรณีอาจต้องชำระ
ค่าตอบแทนด้วย แต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิเลือกว่าจะชำระตอบแทนหรือไม่ (คือหากจะเอาประโยชน์ตาม
สัญญา ก็ต้องชำระค่าตอบแทน) หากบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้โดยตรงจากคู่สัญญา สัญญา
นั้นก็ไม่ใช่สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
- บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติเหล่านี้ หมายถึง บุคคลที่มิใช่คู่สัญญา โดยไม่จําต้องมีตัวอยู่
ขณะทําสัญญาก็ได้ คู่สัญญาจึงไม่จําต้องระบุตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่า เป็นผู้ใดไว้โดยเฉพาะ
เจาะจงในขณะทําสัญญา เช่น ตกลงว่าให้โอนที่ดินให้แก่บริษัทที่จะก่อตั้งในอนาคตก็ได้
ฎีกาที่ 277/2551 สัญญาจะคืนที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจําเลยที่ตกลงให้จําเลยจะ ต้องโอนที่ดิน 5 ไร่ เข้าบริษัทที่จะทําการสร้างโรงเรียนสิทธิศึกษา เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ.มาตรา 374 ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กําหนด ให้คู่สัญญาจะต้องระบุตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลหรือนิติบุคคลใด โดยเฉพาะเจาะจงในขณะทําสัญญาเพียงแต่ให้สิทธิบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์มีสิทธิ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์ จากสัญญานั้น การที่โจทก์ที่ 1 และจําเลยตกลงให้จําเลยจะต้องโอนคืนที่ดินเข้าบริษัทที่จะทําการสร้างโรงเรียนสิทธิศึกษามีผลบังคับได้ เมื่อต่อมาบริษัท ส. โจทก์ที่ 2 ได้ดําเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัด และได้ทําหนังสือแจ้งให้จําเลยดําเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียน โอนที่ดินคืนให้โจทก์ที่ 2 ตามสัญญาเป็นการแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จาก สัญญานั้นแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอํานาจฟ้องบังคับให้จําเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะคืนที่ดิน
- การที่เจ้าของรวมตกลงให้ที่ดินกรรมสิทธิ์รวมเป็นภาระจํายอมแก่ที่ดินของผู้อื่นเป็น
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฎีกาที่ 3441/2561 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 16962 ทําบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 16962 เป็นภาระจํายอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9875 เป็นทางเข้าออกไปสู่ทางสาธารณะได้หรือใช้เป็นถนนสัญจรไปมาร่วมกันตลอดจนยังมีสิทธิใช้ เพื่อการติดตั้งเสาและการเดินสายไฟฟ้าโทรศัพท์ ท่อน้ําประปา ท่อระบายน้ํา หรือประโยชน์ อื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ระบุไว้ข้างต้นเพื่อพาดผ่านหรือฝังในที่ดินภาระจํายอมดังกล่าว อันเป็นข้อตกลงก่อตั้งภาระจํายอมที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ที่ 1 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 อันเป็นที่ดินสามยทรัพย์ส่วนโจทก์ที่ 2 รับโอน ที่ดินซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 ภาระจํายอมที่ก่อตั้งขึ้นตามบันทึกข้อตกลงย่อม ติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้โอนมาเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย
- สัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ต้องเป็นสัญญาที่ให้คู่สัญญามีหน้าที่ที่ต้องชําระหนี้
ให้แก่บุคคลภายนอก ถ้าเป็นสัญญาที่ให้สิทธิคู่สัญญาชําระหนี้แก่บุคคลภายนอก หรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิฟ้อง บังคับตามสัญญานั้น (ฎีกาที่ 639/2530)
- คู่สัญญาตกลงยกอสังหาริมทรัพย์ให้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกไม่อยู่ในบังคับมาตรา 525 แห่งป.พ.พ. ไม่จําต้องจดทะเบียนก็ผูกพันคู่สัญญา ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง(ฎีกาที่ 15123/2555,6478/2541)
ฎีกาที่ 6478/2541 ในบันทึกตกลงท้ายทะเบียนการหย่า กับบันทึกการหย่าซึ่งโจทก์ จําเลยได้ทําขึ้นต่างหากมีข้อความระบุว่าโจทก์จําเลยตกลงยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 7 แปลงให้แก่บุตรทั้งสองจึงเป็นการทําสัญญาเพื่อชําระหนี้แก่บุตรทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่งแม้จะไม่ได้นําไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มี ผลสมบูรณ์ตามกฎหมายย่อมผูกพันจําเลย
ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นกรณีหาใช่การให้หรือคํามั่น ว่าจะให้อสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 525,526 ไม่
ภายหลังที่โจทก์จําเลยทําบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแล้ว จําเลยผิดสัญญาไม่ยอม
ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จําเลยจัดการ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองตามข้อสัญญาแต่จําเลยเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ในฐานะ คู่สัญญา และได้กระทําการแทนบุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้แสดงเจตนาแก่จําเลยที่จะถือ เอาประโยชน์จากข้อตกลงในสัญญาแล้ว
จําเลยจะยกเหตุว่าบุตรทั้งสองยังไม่ได้แสดงเจตนา มายังจําเลยเพื่อให้ระงับสิทธินั้นหาได้ไม่ ทั้งนี้ตาม
ป.พ.พ.มาตรา 375
- การที่ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงยอมรับผิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์ที่เช่าและบุคคลภายนอก
สำหรับความเสียหายที่ลูกจ้างของผู้เช่ากระทําละเมิดขับรถยนต์ที่เช่าไปก่อความเสียหาย เป็นสัญญา
เพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก (ฎีกาที่ 10942-10943/2558)
- เจ้าของอาคารชุดทําสัญญาจะขายห้องชุดแต่ละห้องให้แก่ลูกค้าไปแล้ว ต่อมาโอนขาย
อาคารชุดทั้งโครงการให้แก่ผู้อื่นโดยมีข้อตกลงให้ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้
ตามสัญญาจะซื้อขายห้องชุดที่เจ้าของเดิมมีต่อลูกค้าทุกราย ดังนี้ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
โดยถือว่าลูกค้าผู้จะซื้อจะขายห้องชุดจากเจ้าของเดิม เป็นบุคคลภายนอก การที่ลูกค้าทวงถามให้ผู้รับโอน
โครงการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ตน เป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว
ผู้รับโอนจะต้องโอนห้องชุดให้แก่ลูกค้า (ฎีกาที่ 1412/2557,9399/2559)
- การที่เจ้าของที่ดินทําสัญญาให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตน มีข้อตกลงให้ผู้ปลูกสร้างอาคารมีสิทธิเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้มาขอเช่าอาคาร โดยเจ้าของที่ดินจะทําสัญญาเช่าให้แก่ผู้มาขอเช่าอาคาร ถือว่าผู้ที่ขอเช่าอาคารเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ (ฎีกาที่ 175/2512, 2937/2523)
- ทําสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงจะชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง
มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก (ฎีกาที่ 7355/2553)
- คู่สัญญาอาจกําหนดให้บุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ชําระหนี้ตอบแทนด้วยก็ได้ยัง
คงถือว่าเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกอยู่ กรณีเป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกเลือกเอาว่า
จะเข้าถือเอาประโยชน์หรือไม่
ฎีกาที่ 2733/2517 โจทก์จําเลยได้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจําเลย จะแบ่งที่พิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง เมื่อโอนให้โจทก์แล้วโจทก์จะต้องแบ่งให้ผู้ร้องสอดทั้ง สามและ น. ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์สี่คนครึ่งหนึ่ง โจทก์จําเลยตกลงจะไปโอนที่ดินกันภายใน 30 วันนับแต่วันทําสัญญา และบุตรโจทก์ทั้งสี่คนต้องชําระเงินให้จําเลย 2,000 บาท จําเลย จึงจะโอนให้ตามกําหนด ดังนี้ เห็นได้ว่าจําเลยเจตนาจะแบ่งที่พิพาทให้บุตรโจทก์ทั้งสี่คน เมื่อผู้ร้องสอดบุตรโจทก์ได้แสดงเจตนาที่จะรับที่ดินส่วนที่จําเลยจะต้องแบ่งให้แล้ว ก็มีสิทธิ เรียกร้องให้จําเลยโอนที่ดินส่วนของตนได้โดยตรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 374
จําเลยไม่จําต้องโอนให้โจทก์ผู้เดียวก่อน
- สิทธิของบุคคลภายนอกเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์
จากสัญญานั้น คือ บุคคลภายนอกจะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ เมื่อได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้
ถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว (มาตรา 374 วรรคสอง)
- สิทธิฟ้องร้องของคู่สัญญาต่ออีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคล
ภายนอกยังคงมีอยู่ (แม้บุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาก็ตาม)
คู่สัญญายังคงมีสิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาในฐานะคู่สัญญา ก่อนบุคคลภายนอกแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา คู่สัญญา ยังคงมีอํานาจฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ในฐานะคู่สัญญา
ฎีกาที่ 4156/2532 โจทก์จําเลยจดทะเบียนหย่าและบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สินยกให้บุตรด้วยเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมายไม่เป็นโมฆะ เมื่อจําเลยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลง ในบันทึกหลังทะเบียนการหย่า โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอํานาจฟ้องให้จําเลยโอนทรัพย์สิน นั้นให้แก่บุตรได้ ส่วนบุตรจะยอมรับทรัพย์สินหรือไม่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี
- สัญญาประกันภัยที่ระบุผู้อื่นเป็นผู้รับประโยชน์ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
สิทธิของผู้รับประโยชน์ (บุคคลภายนอก)จะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อได้แสดงเจตนา แก่ผู้รับประกันภัยว่าตนจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัย (มาตรา 374 วรรคสอง) ถ้าผู้รับประโยชน์ยังไม่ได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ฯ ผู้เอาประกันภัยย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ได้รับค่าสินไหมทดแทน (ฎีกาที่1112/2545,1200/2552)
- สามีภริยาหย่ากันตกลงยกทรัพย์ให้บุตร เมื่อบุตร (บุคคลภายนอก) ยังไม่ได้แสดงเจตนา
ถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น สามีภริยายังคงเป็นเจ้าของรวม มีส่วนเท่า ๆ กัน (ฎีกาที่ 1272/2555)
ฎีกาที่ 12272/2555
ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างจําเลยที่ 3 กับผู้ร้อง เมื่อบุคคลทั้งสองจดทะเบียนหย่า สินสมรสต้องแบ่งให้แก่จําเลยที่ 3 และผู้ร้องคนละ ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ.มาตรา 1583 แม้จําเลยที่ 3 กับผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากันโดยทําบันทึก ยกทรัพย์พิพาทให้แก่บุตรทั้งสอง แต่เมื่อบุตรทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังมิได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 374 และยังมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียน รับโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จําเลยที่ 3 กับผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาทโดยมีส่วนเท่า ๆ กัน
เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์แล้ว คู่สัญญาจะตกลงเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้ (มาตรา 375)
ฎีกาที่ 6612/2558 สัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกจะมีหรือเกิดขึ้นในฐานะผู้รับประโยชน์ตั้งแต่เวลาที่ผู้รับประโยชน์ได้แสดงเจตนาแก่ ลูกหนี้ขอเข้าถือเอาหรือรับประโยชน์จากสัญญาตาม ป.พ.พ.มาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแล้วจะทําให้ได้รับประโยชน์ตามสัญญาได้ทันที และตราบใด ที่ผู้รับประโยชน์ยังมิได้แสดงเจตนาเข้ารับหรือถือเอาประโยชน์จากสัญญาคู่สัญญาทั้งสองยัง ผูกพันมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาตามปกติทั่วไป โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้แสดงเจตนาเพื่อรับประโยชน์ครั้งแรกโดยการทวงถามให้จําเลยผู้รับประกันภัย ซึ่งเป็นลูกหนี้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ทรัพย์ จํานองและสินค้ามันสําปะหลังได้รับความเสียหายเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 แต่เป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้เอาประกันภัยและจําเลยผู้รับประกันภัยได้ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมแซมและหาทรัพย์สินมาทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งการตกลงดังกล่าวเป็นการกระทําตามสัญญาประกันภัยที่ระบุว่าให้จําเลยฐานะผู้รับประกันภัยเลือกทําการสร้างใหม่หรือจัดหาทรัพย์สินมาแทน ซึ่งในขณะที่ตกลงกันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้ถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จําเลยชําระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ฯ
- ก่อนบุคคลภายนอกแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา คู่สัญญาได้ทํา
สัญญากันใหม่ โดยไม่ได้ระบุถึงหนี้ที่จะต้องชําระแก่บุคคลภายนอกดังเช่นสัญญาฉบับแรกถือว่าคู่สัญญา
ตกลงระงับสิทธิของบุคคลภายนอกแล้ว (ฎีกาที่ 1200/2552)
- สิทธิตามสัญญาไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของบุคคลภายนอก
- กรณีบุคคลภายนอกถึงแก่ความตายก่อนแสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์
จากสัญญานั้น สิทธิของบุคคลภายนอกยังไม่เกิดขึ้น สิทธิตามสัญญาจึงไม่อาจตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทของบุคคลภายนอกได้
ฎีกาที่ 2401/2515 (ประชุมใหญ่) ผู้ตายเป็นสมาชิกขององค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขได้ระบุชื่อ ส. เป็นผู้รับประโยชน์เงินสังขารานุเคราะห์ไว้ตามข้อบัง คับกรมไปรษณีย์โทรเลขซึ่งมีผลว่ากรมไปรษณีย์โทรเลขโดยองค์การดังกล่าวได้ทําสัญญาว่า จะชําระหนี้แก่ ส. บุคคลภายนอก สิทธิของ ส.จะเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาว่าจะถือ เอาประโยชน์จากสัญญา เมื่อ ส. ยังมิได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ดังกล่าวสิทธิของ ส. ใน เงินสังขารานุเคราะห์จึงยังไม่เกิดขึ้นและไม่อาจตกทอดเป็นทรัพย์มรดกไปยังทายาทของส.
- แต่ถ้าบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์แล้ว สิทธิของบุคคลภายนอก
ย่อมเกิดขึ้นและเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของบุคคลภายนอก
ฎีกาที่ 1366/2516 คู่สัญญาทําสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อสัญญาระบุว่าให้ผู้เช่าซื้อระบุ ตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อแทนได้ เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และผู้เช่าซื้อได้ระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อไว้แล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคล ภายนอก ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมและทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวได้แสดงเจตนาเข้าถือ ประโยชน์จากสัญญานี้ต่อผู้ให้เช่าซื้อแล้ว สิทธิในการเช่าซื้อจึงตกเป็นของทายาทผู้รับสิทธิ ดังกล่าว ไม่ตกเป็นมรดกของผู้เช่าซื้ออันผู้จัดการมรดกจะฟ้องเรียกคืนได้
- สําหรับกรณีคู่สัญญา(ฝ่ายที่ต้องชําระหนี้แก่บุคคลภายนอก)ถึงแก่ความตายก่อนบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญา หน้าที่และความรับผิดย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของคู่สัญญาบุคคลภายนอกย่อมแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญา แก่ทายาทของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้ (ฎีกาที่ 2435/2536)
ฎีกาที่ 2435/2536 การที่โจทก์ที่ 1 กับ ฟ. ทําบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่ายกที่พิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก โจทก์ที่ 1ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้ ฟ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ได้ ส่วนโจทก์ที่ 2 ในฐานะบุคคลภายนอกหากแสดงเจตนาแก่ ฟ.ว่าจะ ถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น โจทก์ที่ 2 ก็ย่อมมีสิทธิเรียกให้ ฟ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ให้แก่ตนได้โดยตรง แต่ก่อน ฟ. ตายโจทก์ที่ 2 ไม่ได้แสดงเจตนาแก่ ฟ. ว่าจะถือเอาประ โยชน์จากที่ดินพิพาทในส่วนที่ ฟ. มีกรรมสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งจึง ยังคงเป็นของ ฟ. อยู่ ฟ. ย่อมแสดงเจตนาทําพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยได้ และเมื่อ ฟ. ตาย จําเลยย่อมมีสิทธิได้รับในที่ดินดังกล่าวตามส่วนที่ ฟ. มีกรรมสิทธิ์ในฐานะเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม กองมรดกของผู้ตายยังรวมถึง สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ด้วย ดังนี้
แม้จําเลยจะมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่งอันเป็นทรัพย์มรดก ของผู้ตายก็ตามแต่หน้าที่และความรับผิด
เกี่ยวกับที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นมรดกมีผลผูกพันให้จําเลยต้องรับผิดด้วย ดังนั้น หน้าที่และความรับผิดที่ ฟ.มีต่อโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับ ที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาเพื่อประโยชน์
บุคคลภายนอกจึงตกทอดมายังจําเลยด้วย ดังนั้นหน้าที่และความรับผิดที่ ฟ. มีต่อโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับ
ที่ดินพิพาท ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว ย่อมตกทอดมายังจําเลยและจําเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้
ตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งสองไปคัดค้านขณะที่จําเลยนําพินัยกรรม
ไปขอรับมรดกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ฟ. ไม่มีสิทธิทําพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยนั้น ถือได้
ว่าโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จําเลยผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา
เพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกนั้นแล้ว โจทก์ทั้งสองจึง มีสิทธิฟ้องให้จําเลยปฏิบัติตามสัญญาได้
- กรณีสัญญาประกันชีวิตตกลงให้ผู้อื่นเป็นผู้รับประโยชน์ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกเมื่อผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายพร้อมกับผู้เอาประกันภัยเงินประกันชีวิต ตามกรมธรรม์ฯ จึงไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทของผู้รับประโยชน์ แต่ตกแก่ทายาทของผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้เอาประกันภัย
ฎีกาที่ 6893/2559 ส. ทําสัญญาประกันชีวิตกับจําเลยโดยระบุให้ ท. เป็นผู้รับประโยชน์เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อ ส.และ ท.ต่างถึงแก่ความตายซึ่งไม่ว่า ท. จะถึงแก่ความตายก่อนหรือหลัง ส. ท.ก็ถึงแก่ความตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อ ท. ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส.ได้ จึงไม่อาจ ถือว่า ท. จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงินตามกรมธรรม์ที่จําเลยจะต้องจ่ายให้แก่ท. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดก ท.กรณี ต้องถือว่า ท. ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของส.
ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของส. หรือทายาทโดยธรรมจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของ ท. โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง
เรียกให้จําเลยชําระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. ได้
ข้อสังเกต เกี่ยวสิทธิของคู่สัญญาและบุคคลภายนอกภายหลังแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ฯ แล้ว
1) สิทธิของบุคคลภายนอกเป็นการได้มาโดยนิติกรรม
2) ทั้งบุคคลภายนอกและคู่สัญญามีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชําระหนี้ (ฎ.7355/2553)
3) คู่สัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้
- กรณีคู่สัญญายกอสังหาริมทรัพย์ให้บุคคลภายนอกแล้วเมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว ถือว่าบุคคลภายนอกได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม ตามมาตรา 1299
วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ 116/2553) บุคคลภายนอกย่อมมีอํานาจฟ้องบังคับตามสัญญาด้วยตนเองได้ (ฎีกาที่
1254/2493(ประชุมใหญ่) ซึ่งเป็นกรณีไม่มีกฎหมายกําหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกําหนดอายุความ
10 ปีตามมาตรา 193/30 โดยนับแต่เวลาที่ได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตาม
มาตรา 374 วรรคสอง (ฎีกาที่ 2675 /2551 และฎีกาที่ 7355/2553)
- บุคคลภายนอกมีอํานาจฟ้องบังคับให้คู่กรณีปฏิบัติตามสัญญาได้ โดยถือว่าการฟ้องคดี
ดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามสัญญา (ฎ.484/2534) แต่ทั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการตัด
อํานาจของคู่สัญญาเดิม กล่าวคือถ้าบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาถือเอาประ โยชน์จากสัญญาแล้ว ทั้ง
บุคคลภายนอกและคู่สัญญาเดิมมีสิทธิฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายชําระหนี้ ให้แก่บุคคลภายนอกได้ (ฎีกาที่ 2675/2551 , 5925/2538 )
- เมื่อบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว คู่สัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิไม่ได้ (มาตรา 375) แม้สัญญานั้นจะเป็นสัญญาระหว่างสมรส สามีภริยาซึ่งเป็นคู่สัญญาก็ไม่อาจบอกล้างซึ่งจะมีผลเป็นการระงับสิทธิของบุคคลภายนอกได้ (ฎีกาที่ 11692/2555)
- พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์นั้น การแสดงเจตนาเพื่อถือเอา
ประโยชน์ของบุคคลภายนอกเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบอาจเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้(ฎ. 5791/2556) การบอกกล่าวโดยชัดแจ้ง เช่น ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัย ทราบว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น หลังจากนั้นผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้ (ฎ.35/2513)
- การแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามแนวคําพิพากษาฎีกา เช่น การที่บุคคลภายนอกเข้าใช้ทางตามข้อตกลงหรือเข้าทํานาในที่ดินที่คู่สัญญายกให้ (ฎีกาที่ 4278/2530,1951/2514) หรือบุคคลภายนอกลงชื่อในสัญญาตกลงรับเอาทรัพย์ที่ยกให้นั้น (ฎีกาที่ 1479-1480/2524)
- ผู้ให้เช่าโอนทรัพย์ที่เช่าให้บุคคลภายนอก มีข้อตกลงให้ผู้รับโอนต้องให้ผู้เช่ามีสิทธิอยู่ต่อไปจนครบกําหนดเวลาตามสัญญาเช่าต่างตอบแทน เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก การที่ผู้เช่า
คงถือตามสัญญาเช่าและชําระค่าเช่าต่อมา เป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว(ฎีกาที่ 1002/2509 (ประชุมใหญ่)
- กรณีบุคคลภายนอกเป็นผู้เยาว์ ผู้แทนโดยชอบธรรมจึงเป็นผู้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์
จากสัญญาแทนผู้เยาว์การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมบอกให้คู่สัญญาออกจากที่ดินและบ้านซึ่งคู่สัญญาตกลง
ยกให้แก่ผู้เยาว์ ถือว่าผู้เยาว์ได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประ โยชน์จากสัญญาแล้ว คู่สัญญาจะทํา
พินัยกรรมยกให้ผู้อื่นไม่ได้ (ฎ.15123/2555)
- การที่บุคคลภายนอกฟ้องบังคับให้คู่กรณีปฏิบัติตามสัญญา ถือว่าบุคคลภายนอกได้
ถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว (ฎีกาที่ 484/2534)
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2512 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|