คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษที่ ๑๒๓/๒๕๖๒
...ประเด็นเงินบำเหน็จ ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษเห็นว่า โจทก์ทำงานถึงวันครบเกษียณอายุวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการสิ้นสุดของสัญญาจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุได้
ฉะนั้น แม้ต่อมาภายหลังจำเลยจะตรวจสอบว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามระเบียบ จำเลยก็จะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์จำเลยได้สิ้นสุดไปก่อนหน้าแล้ว
การที่จำเลยมีคำสั่งลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๙ ไล่โจทก์ออกโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ จึงหามีผลตามกฎหมายไม่
อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินบำเหน็จนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ จึงย่อมต้องเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับจำเลยกำหนดไว้
ประเด็นหลักประกัน ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษเห็นว่า แม้โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่...เพื่อเป็นหลักประกันการทำงานเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ก่อนที่ประกาศกระทรวงแรงง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ประกาศฯ ข้อ ๕ ได้กำหนดหลักประกันฯ ไว้สามประเภทคือ (๑) เงินสด (๒) ทรัพย์สิน (๓) การค้ำประกันด้วยบุคคล ข้อ ๙ ทรัพย์สินได้แก่ (๑) สมุดเงินฝากประจำธนาคาร (๒) หนังสือค้ำประกันของธนาคาร
แต่เมื่อประกาศฯ มีผลบังคับใช้แล้วจำเลยต้องดำเนินการเปลี่ยนหลักประกันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น
เนื่องจากประกาศฯ ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ การนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากที่ประกาศใช้บังคับแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนหลักประกันดังกล่าว จึงเท่ากับว่าจำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศฯ
ดังนั้น ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานได้อีกต่อไป จำเลยต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ประเด็นเงินสะสม จำเลยอุทธรณ์ว่า วัตถุประสงค์หลักของการหักเงินเดือนเพื่อเป็นเงินสะสม คือโจทก์สามารถใช้สิทธิกู้เงินจากจำเลยได้ ๑๕ เท่าของเงินสะสม จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงเงินดังกล่าวเพื่อนำมาชำระมูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้
ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ เห็นว่า เงินสะสมดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องคืนเงินสะสมแก่โจทก์
แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและจำเลยมอบหมายให้พนักงานอัยการจังหวัดน่านดำเนินคดีในส่วนแพ่งแก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑
จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินสะสมของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 392 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|