คำพิพากษาฎีกาใหม่ ที่น่าสนใจ
ประเด็นฎีกาเด็ด ชุดที่ ๑
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๘/๒๕๖๕ โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ และคำพิพากษาตามยอมคดีก่อน หากโจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยนําเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ชําระให้แก่จำเลย ครบแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนย่อมอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความ และคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสองได้ และจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชําระหนี้จาก จำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชําระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๕ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าตนได้ปฏิบัติตามสัญญาประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยชําระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาทให้แก่จำเลย แล้ว จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ซึ่งคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดําเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องซึ่งต้องร้องขอเข้าไปในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๗ (๒) อันเป็นการร้องขอให้ศาลชั้นต้นดําเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีก่อน โดยไต่สวนข้อโต้แย้งของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หากได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งกําหนดวิธีการบังคับคดีแก่จำเลยตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีในหนี้กระทําการตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๓๕๗ และมาตรา ๓๕๘ หากไม่ได้ความดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจนําข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอํานาจฟ้องคดีนี้ปัญหาเรื่องอํานาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๔๖ และ ๒๕๒
อ้างอิง ฎีกา คำบรรยาย สัมมนา วิ.แพ่ง (อ.ประเสริฐฯ) เนติฯ เล่มที่๖ สมัยที่ ๗๕
ประเด็นฎีกาเด็ด ชุดที่ ๒
ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชําระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาผู้รับประกันภัยไว้จากโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ไปตามสัญญาประกันภัย ดังนี้ ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์ผู้เอาประกันภัยในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยทั้งสองได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๖/๒๕๖๔ โจทก์เดิมเพียงแต่ให้ศาลขั้นต้นออกหมายบังคับคดี แต่มิได้ดําเนินการบังคับคดีภายในสิบปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) มีผลทําให้โจทก์เดิมหมดสิทธิบังคับคดีแต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๕ ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ (เดิม) ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการรับจำนอง ย่อมมีสิทธิร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๗๖/๒๕๖๔ ผู้ร้องที่ ๑ เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของ ว. และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๘๔๓ ที่มีชื่อ ว. ผู้ประกันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องที่ ๑ ยื่นคำร้องขอรับชําระหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องที่ ๑ ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ (๕) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ ๑ ได้รับชําระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๘๔๓ ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ ๑ โอนขาย สินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อ ว. รวมทั้งบุริมสิทธิจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๘๔๓ ให้แก่ผู้ร้องที่ ๒ ผู้ร้องที่ ๒ ย่อมยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ ๑ ในคดีนี้ได้ โดยได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับ บทบัญญัติเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา ๑๔๕ (๕) เช่นเดียวกัน แม้ ผู้ร้องที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ ๑ ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ ๒ เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ ๑ แล้วก็ตาม ผู้ร้องที่ ๒ ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ ๑ ในคดีนี้ได้
ผู้ร้องที่ ๒ รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องที่ ๑ มีต่อ ว. ตลอดจนหลักประกันคือที่ดิน โฉนดเลขที่ ๗๖๘๔๓ มาโดยชอบ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ ๒ เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ ๑ ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร้องที่ ๒ ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทน ผู้ร้องที่ ๑ ในคดีนี้ได้
บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชําระหนี้ ตามมาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ความหมายของคำว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ครอบคลุมไปถึงบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชําระหนี้ ซึ่งหมายถึงบุคคลภายนอกที่คำพิพากษาระบุให้ชําระหนี้ด้วย การที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้บุคคลภายนอกชําระหนี้อาจเกิดขึ้นได้ หากบุคคลภายนอกเข้ามาทําสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงชําระหนี้ให้แก่คู่ความหรือบุคคลอื่นและศาลพิพากษาตามยอม ดังนั้น บุคคลภายนอกที่ต้องชําระหนี้ตามคำพิพากษา แม้ไม่ใช่คู่ความก็ถูกบังคับคดีได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๗/๒๕๖๔ แม้ ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความ ในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชําระหนี้แก่โจทก์ ในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยเมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ และโจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภายหลังจากมาตรา ๒๗๔ ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับ แล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมที่ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยินยอมเข้ามาผูกพันตนว่าจะชําระหนี้แก่โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยมีผลผูกพัน ส. ในฐานะ เป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชําระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๖/๒๕๖๕ วินิจฉัยเช่นกัน)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๒/๒๕๖๔ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อ และจำเลย ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา แทนและให้ร่วมกันชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงผูกพันคู่ความ และทําให้จำเลย ทั้งสี่มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชําระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชําระหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๒๗๔ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ นอกจากนี้ หากการละเลยเสียไม่ชําระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตาม ความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลยทั้งสี่ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็น ประการใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ทั้งสี่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๑๕
อ้างอิง ฎีกา คำบรรยาย สัมมนา วิ.แพ่ง (อ.ประเสริฐฯ) เนติฯ เล่มที่๖ สมัยที่ ๗๕
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1179 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|