การร้องทุกข์
อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง
ผู้เสียหายมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
“คำร้องทุกข์” ตาม ป.อ. มาตรา ๒ (๗) ผู้เสียหายต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายด้วยเสมอ มิฉะนั้นแล้วย่อมไม่เป็นคำร้องทุกข์
การแจ้งความโดยมีเจตนาเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความไม่เป็นคำร้องทุกข์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) เมื่อความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
สถานที่ร้องทุกข์โดยปกติ ได้แก่ สถานีตำรวจ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๔๓/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๑๐ หน้า ๑๖๖๓) วินิจฉัยว่า แม้ถนนที่เกิดเหตุจะอยู่ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นสถานที่ราชการ แต่โดยลักษณะงานของสถานีตำรวจย่อมเป็นสถานที่สำหรับประชาชนไปติดต่อราชการ โดยงานหลัก คือ การรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์
ข้อสังเกต การร้องทุกข์ไม่ถือว่าเป็นนิติกรรม (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๔/ ๒๔๗๗) ผู้เยาว์จึงมีสิทธิร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ แต่ผู้เยาว์จะฟ้องคดีเองไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๓/๒๔๗๙, คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๔/๒๔๙๔ ประชุมใหญ่, คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑)
การร้องทุกข์มอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๕/๒๕๐๒ ประชุมใหญ่ เรื่องร้องทุกข์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ และมาตรา ๕ นั้น มิใช่หมายความว่า ห้ามขาดไม่ให้มีการมอบอำนาจกันเป็นแต่บัญญัติให้บุคคลดังกล่าวในมาตรา ๕ มีอำนาจกระทำกิจการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ โดยไม่ต้องมีการมอบอำนาจซึ่งกันและกันส่วนกิจการในมาตรา ๓ กิจการใดจะมอบอำนาจกันได้หรือไม่ ต้องเป็นไปตามหลักธรรมดา สุดแต่ว่ากรณีใดมีกฎหมายห้ามหรือเป็นกรณีตามสภาพต้องกระทำเองหรือไม่ เรื่องร้องทุกข์ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องกระทำด้วยตนเองและตามสภาพของการร้องทุกข์ก็เป็นเรื่องเปิดช่องให้จัดการแทนกันได้การร้องทุกข์จึงมอบอำนาจให้ร้องแทนกันได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๔/๒๕๐๓ การร้องทุกข์นั้นย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้
การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ได้
แม้ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์เป็นหนังสือ โดยในหนังสือไม่มีข้อความว่าผู้รับมอบมีอำนาจร้องทุกข์ ก็ยังสามารถร้องทุกข์โดยอาศัยหนังสือนั้นได้และเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๕๙/๒๕๓๗)
การมอบอำนาจช่วงให้ร้องทุกข์มีได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๕๘/๒๕๔๑ ผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แจ้งความร้องทุกข์ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๐/๒๕๔๙ การพิจารณาว่าผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบหรือไม่จึงต้องพิจารณาทั้งหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงประกอบกัน
ลักษณะของคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๙๔/๒๕๔๙ หนังสือร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมซึ่งมีข้อความว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่บริเวณศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ขอแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) แล้วไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำความผิด
บุคคลที่จะรับคำร้องทุกข์
“คำร้องทุกข์” ตาม ป.อ. มาตรา ๒ (๗) ผู้เสียหายจะต้องกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น อันได้แก่ (๑) พนักงานสอบสวนตาม ป.อ. มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง (๒) พนักงานฝ่ายปกครองตาม ป.อ. มาตรา ๑๒๔ วรรคหนึ่ง (๓) ตำรวจซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวนและเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา ๑๒๔ วรรคหนึ่ง ดังนั้น หากผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์กับบุคคลดังกล่าวย่อมไม่เป็นการร้องทุกข์
ข้อสังเกต หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งมี ตำแหน่งหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวนนั้น มีส่วนได้เสียกับความผิดที่เกิดขึ้น ทำให้ตกอยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหาย เสียเอง ก็สามารถร้องทุกข์กับตนเองได้ด้วย
ตัวอย่าง ร้อยตำรวจเอกขาวเป็นพนักงานสอบสวนและถูกนายแดงฉ้อโกง คือ
(๑) ร้อยตำรวจเอกขาวเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงตามป.อ.มาตรา ๓๔๑
(๒) ร้อยตำรวจเอกขาวย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดดังกล่าวกับตนเองในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนได้เช่นกัน เหตุผล เนื่องจาก ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการร้องทุกข์หรือสอบสวนในคดีที่ตนมีส่วนได้เสีย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๒/๒๔๘๒, คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๘/๒๕๕๕)
การแก้คำร้องทุกข์
“คำร้องทุกข์” ตาม ป.อ. มาตรา ๒ (๗) หากผู้ร้องทุกข์เห็นว่าคำร้องทุกข์ ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด ผู้ร้องทุกข์ย่อมแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำร้องทุกข์ดังกล่าวได้ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง
ตัวอย่าง นายดำถูกนายแดงฉ้อโกงทรัพย์สินรวมเป็นราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท หากปรากฏว่า
(๑) นายดำผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้ บันทึกในคำร้องทุกข์ว่า “ทรัพย์สินที่นายดำถูกนายแดงฉ้อโกงไปรวมเป็นราคา ๕๐๐ บาท”
(๒) เมื่อนายดำ เห็นว่า คำร้องทุกข์ของตนดังกล่าวระบุราคาทรัพย์สินที่ต้อง สูญเสียไปจากการฉ้อโกงไม่ถูกต้อง นายดำย่อมแก้ไขคำร้องทุกข์โดยแก้ราคาทรัพย์ที่ต้องสูญเสียไปจากการฉ้อโกงดังกล่าวจาก ๕๐๐ บาท เป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาทได้
การถอนคำร้องทุกข์
“คำร้องทุกข์” ตาม ป.อ. มาตรา ๒ (๗) จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง การถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวย่อมทำให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับไปนั้นตาม ป.อ. มาตรา ๓๙ (๒) โดยถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอัยการหรือต่อศาลก็ได้ แม้ขณะคดีจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๒/๒๕๕๕)
อ้างอิง รวมคำบรรยายเนติฯ สมัยที่ ๗๓
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 753 ครั้ง |