การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง
๑. การฟ้องและการพิจารณาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐
สำหรับ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา นั้น สามารถเสนอได้ ๒ ศาล คือ
(๑) ศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา หรือ
(๒) ศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่ง
ส่วน การพิจารณาคดีแพ่ง ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๙๒/๒๕๖๐ (เนติฯ ตอนที่ ๘ หน้า ๒๑๓๖) วินิจฉัยว่า แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง”
การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้อง คดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษา คดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของ ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดย สะดวกและรวดเร็ว
ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณา คดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการ ร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ หรือ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒ (๑) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยืนฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๖/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎ. เล่มที่ ๑๒ หน้า ๑๕๑) วินิจฉัยว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นหน้าที่ศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๗ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเท่ากับศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว
ค่าธรรมเนียมในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับค่าธรรมเนียมในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานี้ แบ่งออกได้ ๒ กรณี คือ
กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “...มิให้เรียกค่าธรรมเนียม..” รวมถึงคดีผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๓ - ๑๑๐๔/๒๔๙๖)
กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้เรียกค่าธรรมเนียมดังคดีแพ่ง”
อย่างไรก็ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคสอง ถ้าผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ประสงค์ขอยกเว้นค่าธรรมเนียม ก็มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์ได้
แต่เมื่อศาลมีคำสั่งออกมาเช่นไรแล้ว คำสั่งเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกา ต่อไปได้อีก ทั้งนี้ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคสาม บัญญัติไว้
๒. กรณีการพิจารณาคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๑, มาตรา ๔๒
มาตรา ๔๑ หลัก คือ หากการพิจารณาคดีแพ่งจักทำให้การพิจารณาคดี อาญาติดขัดหรือเนิ่นช้า ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้แยกคดีแพ่งออกจากคดีอาญาและ ให้แยกพิจารณาต่างหากโดยศาลที่มีอำนาจชําระได้
ข้อสังเกต แม้ศาลใช้ดุลพินิจ พิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนก็ตามจะเห็นได้ว่ามีผลเท่ากับเป็นการแยกพิจารณาคดีแพ่ง เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไปด้วยตามนัย ป.วิ.อ. มาตรา ๔๑ แล้ว (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๔/๒๔๙๙)
หากเป็นคดีอาญาที่มีคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย ในคดีส่วนแพ่ง หากมีบุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ แล้วจะทำให้เกิดความ ยุ่งยากแก่การพิจารณาคดีส่วนอาญา ศาลจะไม่อนุญาตก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘/๒๕๐๘)
ข้อสังเกต กรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเพียงการพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น สำหรับฟ้องส่วนคดีแพ่งต้องพิจารณาสั่งต่อไปด้วยว่าจะรับหรือไม่รับไว้พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๐/๒๕๕๙ เนติฯ ตอนที่ ๑๑ หน้า ๓๑๒๙)
มาตรา ๔๒ วรรคแรก หลัก คือ ในการพิจารณาคดีแพ่ง ถ้าพยานหลักฐาน ที่นำสืบในคดีอาญายังไม่พอ ศาลจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมอีกก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔/๒๔๘๐)
มาตรา ๔๒ วรรคสอง หลัก คือ ในกรณีนี้ศาลจะพิพากษาคดีอาญาไป ทีเดียว ส่วนคดีแพ่งจะพิพากษาภายหลังก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๒/๒๕๑๑)
อ้างอิง วิชา สัมมนาวิอาญา อ.อรรถพลฯ เนติฯ สมัยที่73
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1613 ครั้ง |