ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐
อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง
กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ เป็นกรณีเมื่อความผิดได้กระทำลง นอกราชอาณาจักร มีด้วยกัน ๖ วรรค ดังนี้
มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หลัก คือ หากเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมาย ไทยกระทำลงนอกราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีประเภทนี้ ได้แก่ ลำดับแรก คือ อัยการสูงสุด ต่อมาลำดับที่สอง คือ ผู้รักษาการแทนอัยการสูงสุด ส่วนลำดับที่สาม คือ พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายจาก อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๐ วรรคสอง หลัก คือ หากเป็นกรณีพนักงานสอบสวนได้รับ มอบหมายจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนแล้วแต่กรณี เช่นนี้ อัยการสูงสุด หรือผู้รักษาการแทนดังกล่าวจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวน ร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้
มาตรา ๒๐ วรรคสาม เป็นการขยายอำนาจของพนักงานอัยการที่ได้รับ มอบหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคสอง หลัก คือ พนักงานอัยการที่ได้รับ มอบหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคสอง ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวน เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน
มาตรา ๒๐ วรรคสี่ เป็นการวางหลักปฏิบัติให้พนักงานสอบสวนทำงาน ร่วมกับพนักงานอัยการ กล่าวคือ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนําของพนักงานอัยการ
มาตรา ๒๐ วรรคห้า เป็นการวางหลักปฏิบัติ “ในกรณีจำเป็น” เช่น พยานกำลังเสียชีวิต หรือพยานเป็นคนต่างด้าวต้องถูกผลักดันให้ออกไปนอกราชอาณาจักร เช่นนี้ ระหว่างที่รอคำสั่งจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน ว่า จะมอบหมาย อย่างไร ก็ให้พนักงานสอบสวนต่อไปนี้ มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ
มาตรา ๒๐ วรรคห้า (๑) หลัก คือ ให้พนักงานสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจมีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งดังกล่าวได้
มาตรา ๒๐ วรรคห้า (๒) หลัก คือ ให้พนักงานสอบสวนซึ่ง รัฐบาลประเทศอื่นหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งดังกล่าวได้ ที่สำคัญ คือ หากมิใช่พนักงานสอบสวนที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนแล้วแต่กรณี ได้มอบหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือ มิใช่ “กรณีจำเป็น” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคห้า พนักงานสอบสวนดังกล่าวก็ย่อมมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนั้น แม้มีการสอบสวนเกิดขึ้นก็ตาม การสอบสวนนั้นย่อมมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ เท่ากับไม่มีการสอบสวนคดีนั้นเลย
มาตรา ๒๐ วรรคหก เมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แล้วแต่กรณีเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ก็ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่ง ไม่ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ หรือมาตรา ๑๔๒ ส่งพร้อม สำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนและกรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐
วรรคหก พนักงานอัยการที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือทำการสอบสวน ร่วมกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบนั้น จะมีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องเองไม่ได้ ต้องทำความเห็นส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้น
ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกาแนวเดิม วินิจฉัยทำนองว่า เมื่อมีการกระทำ ความผิดส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทยย่อไม่ใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗๙/๒๕๕๙ (เนติฯ ตอน ๓ หน้า ๗๕๕) วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ร่วมทำสัญญาในนามบริษัท อ. มิใช่กระทำในนามส่วนตัว แต่เป็นไปเพื่อกิจการ ของบริษัท อ. ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของและโจทก์ร่วมอ้างว่าถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลอกลวงให้โอน เงินชำระค่าข้าวแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการจัดส่งข้าวสารให้ตามสัญญา โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนบริษัท อ. จึงได้รับความเสียหายจาก การกระทำของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาและมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ขณะจำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่เป็นนายหน้าเสนอขายข้าวสารโดย อ้างว่าเป็นของบริษัท ด. จำเลยที่ ๑ รู้ดีอยู่แล้ว ว่าไม่มีบริษัทอยู่จริง การที่จำเลยที่ ๑ บอกโจทก์ร่วมว่ามีข้าวสารของบริษัท ด. ขายให้ ในราคาถูกจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อ เมื่อมีการโอนเงินเข้าบัญชีของ จำเลยที่ ๑ เพื่อชำระค่าข้าวสาร ทั้งยังมีกรณีที่จำเลยที่ ๑ เดินทางไปรับเงินค่าข้าวสาร ด้วยตนเองด้วยจำนวนหนึ่ง แสดงว่า จำเลยที่ ๑ หลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อเพื่อให้ ได้รับเงินค่าซื้อข้าวสารจากโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในการคืนเงินหรือชดใช้ราคาทรัพย์ ให้แก่โจทก์ร่วม ในฐานะผู้แทนบริษัท อ. โจทก์ร่วมดำเนินการติดต่อซื้อขายข้าวสารจากจำเลยที่ ๑ ในประเทศไทยและมีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในขณะที่ โจทก์ร่วมอยู่ต่างประเทศซึ่งจำเลยที่ ๑ อยู่ในประเทศไทย การที่จำเลยที่ ๑ พูดหลอกลวง โจทก์ร่วมให้หลงเชื่อและมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ ๑ ที่ประเทศไทย แม้จะมีการส่งมอบเงินจำนวนหนึ่งในต่างประเทศก็ตาม แต่มีการกระทำส่วนหนึ่ง อยู่ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิด นอกราชอาณาจักร ซึ่งพนักงาน อัยการต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๐ คดีนี้ข้อเท็จจริง คือ จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ โดยปรากฏว่าผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศได้มีการติดต่อขอซื้อข้าวสารจากจำเลยซึ่งอยู่ในประเทศไทยผ่านทางโทรศัพท์และจดหมายอิเล็ก ทรอนิกส์ในขณะที่ผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยพูด หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อและมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ ประเทศไทย แม้จะมีการส่งมอบเงินจำนวนหนึ่งในต่างประเทศก็ตาม ก็ถือว่ามีการ กระทำความผิดส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทยจึงมิใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ ที่พนักงานอัยการซึ่งก็คืออัยการสูงสุดต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ บัญญัติไว้
ต่อมา ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า การกระทำความผิดส่วนหนึ่งอยู่ใน ประเทศไทยเป็นกรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ (กรณีเหตุเกิดที่ประเทศไทยและต่างประเทศ หลายท้องที่เกี่ยวพันกัน)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๕๒/๒๕๕๙ วินิจฉัยว่า จำเลยพา ร. ผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้และจัดให้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานที่การค้าประเวณี ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยการฉ้อฉลและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหาย กระทำการค้าประเวณี หรือเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเป็นการมิชอบ เพื่อจำเลย จะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและ ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย และได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วยซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็น ผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้
อ้างอิง สัมมนา วิ.อาญา อ.อรรถพลฯ เนติ สมัยที่73
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1091 ครั้ง |