ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29)


ชื่อข้อมูล : เก็ง ประเด็น มาตรา พระธรรมนูญศาล+วิแขวง ผู้ช่วยผู้พิพากษา 4 มี.ค 66
หมวด : ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

เก็ง ประเด็น มาตรา พระธรรมนูญศาล+วิแขวง

เตรียมสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ๔ มี.ค  ๖๖

 

 

เน้นประเด็น  วิ.แขวง (ออกสอบแน่นอน**)

 

  พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวงฯ (มาตราที่ออกสอบ*)

    พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง  พ.ศ. ๒๔๙๙  มาตรา ๒๒***  บัญญัติว่า “ในคดีอาญาห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง  เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ 

          (๑)  จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก  หรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก 

          (๒) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก  แต่ศาลรอการลงโทษไว้ 

          (๓) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  แต่รอการกำหนดโทษไว้  หรือ 

          (๔) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท” [1] 

          มาตรา ๒๒ ทวิ  บัญญัติว่า “ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒  ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์  หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์  ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย  ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป” [2]

 

 

[1] ตัวอย่างเช่น  ศาลแขวงพิพากษาลงโทษปรับ ๑,๕๐๐ บาท  จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสาม  คงปรับปรับ ๑,๐๐๐ บาท  หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๒๙ , ๓๐  กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๒ (๑) (๔)  เพราะศาลแขวงพิพากษาลงโทษปรับจำเลยไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท  และโทษกักขังแทนค่าปรับก็ไม่ใช่โทษกักขังแทนโทษจำคุก  ดังนั้น จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้  (ข้อสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา  วันเสาร์ที่ ๑๒  มีนาคม  ๒๕๔๘  ข้อ ๔  ,  และดู  ฎ. ๖๘๔/๒๕๔๗    ,  คร. ๔๔๓/๒๕๔๖). 

[2] คดีโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวง ฯ  มาตรา ๒๒  เมื่อในชั้นอุทธรณ์ไม่มีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  และศาลอุทธรณ์ก็ไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปแล้ว  การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา    ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์  (ฎ. ๒๖๐๗/๒๕๓๕)

 

 

เน้นประเด็น  พระธรรมนูญศาล + วิ.แขวง (ออกสอบแน่นอน**)

     มาตรา ๙ (ออกสอบข้อ ๔ ปี  ๒๕๔๗ วรรคสอง,๒๕๕๗ วรรคสอง, ๒๕๕๙ วรรคสอง) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๐) ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

     เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๗, ๒๕๕๙)

     ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

     ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

 

     มาตรา ๑๐  ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นออกเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน

     เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน

     ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

     ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

 

     มาตรา ๑๑ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง , ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง อนุ (๔)) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๓) ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

     (๑) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๓)

     (๒) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

     (๓) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว

     (๔) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๓)

     (๕) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

     (๖) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ

     (๗) มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

     ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีอำนาจตาม (๒) ด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย

 
     มาตรา ๑๒  ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ต้องรับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้เป็นไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมที่ได้จัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น
 

      มาตรา ๑๓  ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จำนวนเก้าภาค มีสถานที่ตั้งและเขตอำนาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา กับให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละสามคน ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาจะกำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าสามคนแต่ไม่เกินหกคนก็ได้

      เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

      ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

      ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

 

      มาตรา ๑๔ เน้นพิเศษ** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๓, ๒๕๖๐) ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

      (๑) สั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตน

      (๒) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกินสามเดือนในอีกศาลหนึ่งโดยความยินยอมของผู้พิพากษานั้นก็ได้ แล้วรายงานไปยังประธานศาลฎีกาทันที

      ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วย โดยให้มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) และให้มีหน้าที่ช่วยอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมอบหมาย

 
      มาตรา ๑๕ *** ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
 

      มาตรา ๑๖ เน้นพิเศษ** **** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๘ วรรคสี่) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙ วรรคสาม ,๒๕๕๑,๒๕๕๒ ,๒๕๕๕ ,๒๕๕๘) ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

      ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

      ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙)

 
 
      มาตรา ๑๗  เน้นพิเศษ+วิ.แขวง**  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๗, ๒๕๕๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑,๒๕๕๕ ,๒๕๕๘ ,๒๕๖๐,๒๕๖๑ ,๒๕๖๒) ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง

 

      มาตรา ๑๘ (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๐)  ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

 

      มาตรา ๑๙ เน้นพิเศษ จำชื่อศาล+เลขมาตรา**  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๖๑ วรรคหนึ่ง) ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง และศาลแพ่งมีนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

      ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา แล้วแต่กรณี

 

      มาตรา ๑๙/๑ เน้นพิเศษ+วิ.แขวง** (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๐) บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

      ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

 

 

      มาตรา ๒๓****  ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง และคดีที่อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้  ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

      คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป

 

      มาตรา ๒๔  เน้นพิเศษ+วิ.แขวง** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๒), ๒๕๔๘ อนุ (๒), ๒๕๔๙ อนุ (๒), ๒๕๕๐ อนุ (๒), ๒๕๕๕ อนุ (๒), ๒๕๕๗, ๒๕๕๘ , ๒๕๖๐, ๒๕๖๑ อนุ (๒) ,๒๕๖๔ อนุ (๒)) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕,๒๕๕๗ ,๒๕๕๘,๒๕๖๐,๒๕๖๑,๒๕๖๒) ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

     (๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)

     (๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ ,๒๕๖๐ ,๒๕๖๑ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕)

 

     มาตรา ๒๕ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน**   (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๔), ๒๕๔๖ อนุ (๓) + (๕) , ๒๕๔๘ วรรคหนึ่ง +อนุ (๔) +วรรคสอง, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓) (๕), ๒๕๕๓ วรรคสาม + วรรคท้าย, ๒๕๕๕ อนุ (๓), ๒๕๕๗ อนุ (๓)(๕), ๒๕๕๘ อนุ (๔), ๒๕๕๙ อนุ (๓), ๒๕๖๐ อนุ (๓)(๔)(๕) ,๒๕๖๒ อนุ (๓) (๔) + ป.วิ.อ มาตรา ๔๐, ๔๔/๑,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕,๒๕๕๗,๒๕๕๘,๒๕๖๐,๒๕๖๑,๒๕๖๒, ๒๕๖๓ + วิ.แขวง) ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

     (๑) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

     (๒) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

     (๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๕, ๒๕๕๗, ๒๕๕๙, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๒)

     (๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๖๒)

     (๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑, ๒๕๕๗, ๒๕๖๐,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๓)

     ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๓) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๒)

ข้อสังเกต ปี ๒๕๖๔ ออกเชื่อม วิ.แขวง มาตรา ๒๒ , ๒๒ ทวิ

 

     มาตรา ๒๖  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๔, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘, ๒๕๕๙, ๒๕๖๑)  (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๒ ,๒๕๕๕,๒๕๕๗,๒๕๕๘ ,๒๕๖๓) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

 
 

     มาตรา ๒๗ เน้นพิเศษ อาจจะหลบไปออกศาลอุทธรณ์ +อำนาจอธิบดีศาลอุทธรณ์ ก็ได้*   ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

     ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

 

     มาตรา ๒๘ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗ วรรคหนึ่ง อนุ (๓) +วรรคสอง ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙) ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

     (๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

     (๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย

     (๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙)

     ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)

 

     มาตรา ๒๙ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๓), ๒๕๔๖, ๒๕๔๗ อนุ (๓) + วรรคสอง, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓), ๒๕๕๓, ๒๕๕๔ วรรคหนึ่ง อนุ (๓), ๒๕๕๗, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง + อนุ (๓) + วรรคสอง ,๒๕๖๑)  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

     (๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

     (๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

     (๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔, ๒๕๕๙)

     ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๙)

 

     มาตรา ๓๐ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ หมายถึง กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

 

     มาตรา ๓๑ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน เพราะ มีหลายอนุ**    (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖ อนุ (๑) , ๒๕๕๑ อนุ (๑)) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๑) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ แล้ว ให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

     (๑) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑)

     (๒) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๕ (๕) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

     (๓) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

     (๔) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕ (๔) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

 

 

 

 

     มาตรา ๓๒ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง, ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๒ ,๒๕๕๕,๒๕๕๘)  ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาล แล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

     การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดีที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะรับผิดชอบ

 

     มาตรา ๓๓ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน เพราะ มีหลายตำแหน่ง**  (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๙ วรรคท้าย ,๒๕๕๑ วรรคหนึ่ง) การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

     ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษา ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคน หรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

     ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

     ในกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษามีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลนั้นล่าช้า และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษานั้นขอคืนสำนวนคดีที่ตนรับผิดชอบอยู่ ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจรับคืนสำนวนคดีดังกล่าว และโอนให้ผู้พิพากษาหรือองค์คณะผู้พิพากษาอื่นในศาลนั้นรับผิดชอบแทนได้

 

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

         ๑) ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี

มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง กําหนดให้ศาลทั้งหกมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีแพ่งทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น โดยไม่คํานึงว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หรือไม่ หรือมีทุนทรัพย์เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่ เป็นคดีมีข้อพิพาทหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจออกหมายต่าง ๆ หรือไต่สวนและมีคําสั่งในคดีแพ่งด้วย

         คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๔/๒๕๔๙ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแล้ว ก็ย่อมที่จะพิพากษายกฟ้องได้ ไม่จําต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นเพราะ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง

         ส่วนข้อความตอนท้ายของมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ที่ว่า คดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น หมายความว่า คดีแพ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย ศาลแพ่ง เป็นศาลชั้นต้นที่มีความสําคัญที่สุด ดังจะเห็นได้ว่า ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ที่อยู่นอกราชอาณาจักร ป.วิ.พ. มาตรา ๓ (๑) ให้ศาลแพ่งมีเขตอำนาจ หรือตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ ตรี ที่ว่าคําฟ้องอื่นนอกจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๔ ทวิ ซึ่งจําเลยมิได้มี ภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์มีสัญชาติไทย หรือมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย ให้เสนอต่อศาลแพ่ง

 

         ๒) ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญา พระโขนง ศาลอาญามีนบุรี ศาลอาญาธนบุรี

         พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคสอง กําหนดให้ศาลทั้งหกมี อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่เกิดขึ้นในเขตของศาลตนที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่นไม่คํานึงว่าจะผิดตามกฎหมายใดหรือมีอัตราโทษสูงต่ำเพียงใด รวมทั้งมีอำนาจออกหมายต่าง ๆ หรือไต่สวนและมีคําสั่งในคดีอาญา

คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๒/๒๕๖๐ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคสองบัญญัติว่า “ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี” และ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา หรือ ต่อศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่งก็ได้......” เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ คดีอาญาต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ศาลชั้นต้น ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลําพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคําสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง

 

         ส่วนข้อความตอนท้ายของมาตรา ๑๙ วรรคสอง ที่ว่า คดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา คือ คดีอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย

                     


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1591 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 3 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

เก็ง ประเด็น มาตรา พระธรรมนูญศาล+วิแขวง ผู้ช่วยผู้พิพากษา 4 มี.ค 66 | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ4 พระธรรมนูญศาลฯ (มาตรา 1-33) + วิ.แขวง (มาตรา 1-29) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 1


คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกาที่ 1184/2564 คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลอาญา กรณีร่วมกันเสนอราคาโดยกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ โดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้คืนคำฟ้องให้โจทก์ไปดำเนินการตามที่บทกฎหมายบัญญัติไว้

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เพราะศาลอาญารับฟ้องไว้พิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่าศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม และศาลฎีกาชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเทียบเคียงปรับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 13

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ศ. 2559 ให้เปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ภายหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเปิดทำการแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา" ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับคดีไว้พิจารณาพิพากษา จึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว 

และกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้ และศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจคดีนี้ ไม่อาจโอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องการโอนคดีไว้ ทั้งต่อมาประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าให้เทียบเคียงปรับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 นั้น เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า ศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น เช่นนี้ เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ต่างเป็นศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่เรื่องระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันจะนำมาปรับใช้กับคดีนี้ดังที่โจทก์อ้างได้

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันฟ้อง และให้คืนฟ้องโจทก์ไปดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงชอบแล้ว พิพากษายืน

                     



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 28/02/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 2


การออกหมายอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๘ ในส่วนของหมายจับและหมายค้น ถ้าออกหมายก่อนยื่นฟ้องต่อศาลแขวง ย่อมยื่นคําร้องขอต่อศาลแขวงได้ทุกคดี โดยไม่ต้องคํานึงว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง หรือไม่**** แต่จะขอให้ออกหมายค้น นอกเขตศาลแขวงไม่ได้ เพราะศาลแขวงจะใช้อำนาจนอกเขตศาลแขวงไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 01/03/2023




ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ # 3


ฎ. ๑๑๔๑๗/๒๕๕๓ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) พิพากษาให้จําเลยทั้งสองชําระหนี้แก่โจทก์ ๔๐,๒๖๐,๙๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม จําเลยทั้งสองไม่ชําระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงิน ๒๒,๖๘๐,๒๖๕ บาท ต่อมาบริษัท ส. หักเงินราคาสินค้า คืนและส่งเงิน ๑๕,๘๗๕,๖๘๘ บาท มายังศาลแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ (เงิน) ที่อายัด ๑๕,๘๗๕,๖๘๘ บาท คืนให้แก่ผู้ร้อง ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ตรวจคำร้องขอแล้วสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจร้องขอเพิกถอนให้ปล่อยทรัพย์ที่อายัด ไม่รับ คำร้องขอ เป็นการวินิจฉัยอำนาจในการยื่นคำร้องขอของผู้ร้องว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๑ (๒) แล้วซึ่งมีผลเป็นการพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องทันที โดยไม่ได้มีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ก่อน กรณีไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ เมื่อปรากฏว่าในการสั่งคำร้องขอของศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาคนเดียวตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน เป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามมาตรา ๒๖

อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นคดีร้องขัดทรัพย์ของศาลแขวง ซึ่งในคดีหลักเดิมของ ศาลแขวงมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต้องพิจารณาพิพากษาคดีโดยผู้พิพากษาคนเดียว แต่ในบังคับคดีที่มีการยึดทรัพย์ และมีผู้ร้องขัดทรัพย์ ก็ย่อมเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาในคดีร้องขัดทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่า ทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยจะมีราคาเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่ (ฎ.๙๐๑/๒๕๑๑)



โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 01/03/2023




  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]