มาตรา ๑๓ ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จำนวนเก้าภาค มีสถานที่ตั้งและเขตอำนาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา กับให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละสามคน ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาจะกำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าสามคนแต่ไม่เกินหกคนก็ได้
เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้
ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้
มาตรา ๑๔ เน้นพิเศษ** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๓, ๒๕๖๐) ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) สั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตน
(๒) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกินสามเดือนในอีกศาลหนึ่งโดยความยินยอมของผู้พิพากษานั้นก็ได้ แล้วรายงานไปยังประธานศาลฎีกาทันที
ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วย โดยให้มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) และให้มีหน้าที่ช่วยอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมอบหมาย
มาตรา ๑๕ *** ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา ๑๖ เน้นพิเศษ** **** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๘ วรรคสี่) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙ วรรคสาม ,๒๕๕๑,๒๕๕๒ ,๒๕๕๕ ,๒๕๕๘) ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้
ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙)
มาตรา ๑๗ เน้นพิเศษ+วิ.แขวง** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๗, ๒๕๕๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑,๒๕๕๕ ,๒๕๕๘ ,๒๕๖๐,๒๕๖๑ ,๒๕๖๒) ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๘ (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๐) ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น
มาตรา ๑๙ เน้นพิเศษ จำชื่อศาล+เลขมาตรา** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๖๑ วรรคหนึ่ง) ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง และศาลแพ่งมีนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น
ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๙/๑ เน้นพิเศษ+วิ.แขวง** (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๐) บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป
ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป
มาตรา ๒๓**** ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง และคดีที่อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป
มาตรา ๒๔ เน้นพิเศษ+วิ.แขวง** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๒), ๒๕๔๘ อนุ (๒), ๒๕๔๙ อนุ (๒), ๒๕๕๐ อนุ (๒), ๒๕๕๕ อนุ (๒), ๒๕๕๗, ๒๕๕๘ , ๒๕๖๐, ๒๕๖๑ อนุ (๒) ,๒๕๖๔ อนุ (๒)) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕,๒๕๕๗ ,๒๕๕๘,๒๕๖๐,๒๕๖๑,๒๕๖๒) ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)
(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ ,๒๕๖๐ ,๒๕๖๑ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕)
มาตรา ๒๕ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๔), ๒๕๔๖ อนุ (๓) + (๕) , ๒๕๔๘ วรรคหนึ่ง +อนุ (๔) +วรรคสอง, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓) (๕), ๒๕๕๓ วรรคสาม + วรรคท้าย, ๒๕๕๕ อนุ (๓), ๒๕๕๗ อนุ (๓)(๕), ๒๕๕๘ อนุ (๔), ๒๕๕๙ อนุ (๓), ๒๕๖๐ อนุ (๓)(๔)(๕) ,๒๕๖๒ อนุ (๓) (๔) + ป.วิ.อ มาตรา ๔๐, ๔๔/๑,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๕๒,๒๕๕๕,๒๕๕๗,๒๕๕๘,๒๕๖๐,๒๕๖๑,๒๕๖๒, ๒๕๖๓ + วิ.แขวง) ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง
(๒) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
(๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๕, ๒๕๕๗, ๒๕๕๙, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๒)
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๘, ๒๕๖๐, ๒๕๖๒) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๑ ,๒๕๖๒)
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑, ๒๕๕๗, ๒๕๖๐,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๓)
ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๘, ๒๕๕๓) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๒)
ข้อสังเกต ปี ๒๕๖๔ ออกเชื่อม วิ.แขวง มาตรา ๒๒ , ๒๒ ทวิ
มาตรา ๒๖ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๔, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘, ๒๕๕๙, ๒๕๖๑) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๒ ,๒๕๕๕,๒๕๕๗,๒๕๕๘ ,๒๕๖๓) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง
มาตรา ๒๗ เน้นพิเศษ อาจจะหลบไปออกศาลอุทธรณ์ +อำนาจอธิบดีศาลอุทธรณ์ ก็ได้* ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย
มาตรา ๒๘ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗ วรรคหนึ่ง อนุ (๓) +วรรคสอง ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙) ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้
(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย
(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย
(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๔, ๒๕๕๗ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙)
ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๗)
มาตรา ๒๙ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕ อนุ (๓), ๒๕๔๖, ๒๕๔๗ อนุ (๓) + วรรคสอง, ๒๕๕๐ อนุ (๓), ๒๕๕๑ อนุ (๓), ๒๕๕๓, ๒๕๕๔ วรรคหนึ่ง อนุ (๓), ๒๕๕๗, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง + อนุ (๓) + วรรคสอง ,๒๕๖๑) ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว
(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา
(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี
(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔, ๒๕๕๙)
ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๗, ๒๕๕๙)
มาตรา ๓๐ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๕, ๒๕๔๗, ๒๕๕๓, ๒๕๕๔ ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๔๙) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ หมายถึง กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้
มาตรา ๓๑ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน เพราะ มีหลายอนุ** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖ อนุ (๑) , ๒๕๕๑ อนุ (๑)) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๑) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ แล้ว ให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕ (๕) (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๖, ๒๕๕๑)
(๒) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๕ (๕) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว
(๓) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้
(๔) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕ (๔) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว
มาตรา ๓๒ (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๕๓ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๕, ๒๕๕๘ วรรคหนึ่ง, ๒๕๕๙ วรรคหนึ่ง, ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง ,๒๕๖๔) (ออกสอบ สนามเล็ก ปี ๒๕๕๒ ,๒๕๕๕,๒๕๕๘) ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาล แล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม
การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดีที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะรับผิดชอบ
มาตรา ๓๓ เน้นพิเศษ ออกแน่นอน เพราะ มีหลายตำแหน่ง** (ออกสอบข้อ ๔ ปี ๒๕๔๙ วรรคท้าย ,๒๕๕๑ วรรคหนึ่ง) การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้
ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษา ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคน หรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น
ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
ในกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษามีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลนั้นล่าช้า และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษานั้นขอคืนสำนวนคดีที่ตนรับผิดชอบอยู่ ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจรับคืนสำนวนคดีดังกล่าว และโอนให้ผู้พิพากษาหรือองค์คณะผู้พิพากษาอื่นในศาลนั้นรับผิดชอบแทนได้
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
๑) ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี
มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง กําหนดให้ศาลทั้งหกมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีแพ่งทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น โดยไม่คํานึงว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หรือไม่ หรือมีทุนทรัพย์เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่ เป็นคดีมีข้อพิพาทหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจออกหมายต่าง ๆ หรือไต่สวนและมีคําสั่งในคดีแพ่งด้วย
คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๔/๒๕๔๙ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแล้ว ก็ย่อมที่จะพิพากษายกฟ้องได้ ไม่จําต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นเพราะ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง
ส่วนข้อความตอนท้ายของมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ที่ว่า คดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น หมายความว่า คดีแพ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย ศาลแพ่ง เป็นศาลชั้นต้นที่มีความสําคัญที่สุด ดังจะเห็นได้ว่า ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ที่อยู่นอกราชอาณาจักร ป.วิ.พ. มาตรา ๓ (๑) ให้ศาลแพ่งมีเขตอำนาจ หรือตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ ตรี ที่ว่าคําฟ้องอื่นนอกจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๔ ทวิ ซึ่งจําเลยมิได้มี ภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์มีสัญชาติไทย หรือมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย ให้เสนอต่อศาลแพ่ง
๒) ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญา พระโขนง ศาลอาญามีนบุรี ศาลอาญาธนบุรี
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคสอง กําหนดให้ศาลทั้งหกมี อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่เกิดขึ้นในเขตของศาลตนที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่นไม่คํานึงว่าจะผิดตามกฎหมายใดหรือมีอัตราโทษสูงต่ำเพียงใด รวมทั้งมีอำนาจออกหมายต่าง ๆ หรือไต่สวนและมีคําสั่งในคดีอาญา
คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๒/๒๕๖๐ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ วรรคสองบัญญัติว่า “ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี” และ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา หรือ ต่อศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่งก็ได้......” เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ คดีอาญาต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ศาลชั้นต้น ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลําพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคําสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง
ส่วนข้อความตอนท้ายของมาตรา ๑๙ วรรคสอง ที่ว่า คดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา คือ คดีอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย