ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วันที่7 ก.ค 61 ภาคค่ำ สมัยที่ 71
กฎหมายอาญา มาตรา 288-366 อ.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
--------------
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2503 การฟ้องขอให้ลงโทษฐานความผิดต่อเสรีภาพนั้น สำหรับมาตรา309 วรรคแรกจะต้องมีข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่าจำเลยได้ข่มขืนใจ โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพ ฯลฯ และสำหรับมาตรา 310 นั้น ก็จะต้องปรากฏว่าจำเลยได้มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือทำให้ปราศจากเสรีภาพต่อร่างกายถ้าข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องว่า โจทก์มีทางเข้าออกได้ แต่ไม่สะดวกและปลอดภัยเท่ากับทางเข้าออกทางประตูเดิม ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ยังไม่พอแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันจะเป็นผิดทางอาญาตามขอได้(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2510 การที่จำเลยบอกกับโจทก์ว่าได้แจ้งความไว้แล้ว ถ้าไม่ไปสถานีตำรวจกับจำเลย จำเลยจะนำตำรวจมาจับโจทก์นั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยจับโจทก์ดังที่เจ้าพนักงานจับผู้ต้องหาไม่ ไม่เป็นการข่มขู่หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำให้โจทก์ไปไหนไม่ได้ และไม่เป็นการทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่ประการใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518 (อ.เน้น น่าสนใจ) จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2025/2521 ในการปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกได้คุมตัวผู้เสียหายและบุคคลอื่นที่พบระหว่างทางให้ไปกับจำเลยด้วย พอมืดแล้วก็ปล่อยตัวกลับหมด เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยเจตนาเพียงคุมตัวผู้เสียหายกับพวกไปเป็นประกัน เพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์ไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้น อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานปล้นทรัพย์นั่นเอง การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามมาตรา 309,310 อีกกรรมหนึ่งต่างหาก
คำพิพากษาฎีกาที่1185/2553 ขณะเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจ ภ. ขับรถยนต์กระบะมีพวกนั่งอยู่ในห้องโดยสาร 1 คน และมีพวกอีก 4 คน ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วยนั่งที่กระบะรถยนต์ เมื่อมาถึงจุดตรวจแล้วไม่ยอมหยุดให้ตรวจกลับเร่งความเร็วรถหนีไป จ่าสิบตำรวจ จ. สิบตำรวจตรี ท. และสิบตำรวจตรี ส. จึงกระโดดขึ้นไปบนกระบะรถยนต์ของกลาง จำเลยกับพวกยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจใส่กุญแจมือโดยดีไม่มีท่ามี่จะต่อสู้ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อาวุธปืนยิงขู่และทุบกระจกเพื่อให้ ก. หยุดรถ แต่ ก. ยังคงขับรถต่อไป จนกระทั่งต่อมาเมื่อพวกคนหนึ่งตะโกนว่าสู้มัน จำเลยกับพวกที่นั่งในกระบะรถยนต์เข้าต่อสู้กับสิบตำรวจตรี ท. และสิบตำรวจตรี ส. แล้วพวกคนหนึ่งใช้อาวุธยิงสิบตำรวจตรี ส. ถึงแก่ความตาย ส่วนพวกอีกคนที่นั่งในห้องโดยสารใช้อาวุธปืนยิงสิบตำรวจตรี ท. ที่ใบหน้าได้รับอันตรายสาหัสโดยจำเลยถูกกระสุนปืนที่เท้าด้วย จากนั้น ภ. กับพวกนำเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองที่ถูกยิงไปทิ้งในซอยหมู่บ้านจัดสรร พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยกับพวกมิได้คบคิดกันจะฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่แรก แต่การฆ่าและพยายามฆ่าดังกล่าวเกิดขึ้นในทันทีทันใดระหว่างมีการต่อสู้กันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำใดที่แสดงว่ามีส่วนร่วมด้วยแต่กลับถูกระสุนปืนจากการยิงต่อสู้กันเข้าที่เท้า บ่งชี้ว่าน่าจะไม่รู้มาก่อนด้วยว่าจะมีการใช้อาวุธปืนยิงกันดังนี้ การกระทำของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าสิบตำรวจตรี ส. และพยายามฆ่าสิบตำรวจตรี ท.(ม.83)
การที่ ภ. ไม่ยอมหยุดรถเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจกระโดดขึ้นไปบนรถเพื่อจับกุม แต่ยังคงขับรถต่อไปและเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการเพื่อให้ ภ. หยุดรถอีก แต่ ภ. ก็ยังขับรถต่อไปทำให้เจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถลงจากรถมาตรวจค้นจำเลยกับพวกได้นั้น ภ. กระทำไปโดยเจตนาหลบหนีให้พ้นการจับกุมให้ได้เท่านั้น ยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือทำให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ขึ้นไปบนรถปราศจากเสรีภาพในร่างกาย(ม.310)
อ่านต่อ.....
----------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
-----------------------------------------
จำนวนผู้เช้าชม : 1216 ครั้ง |