สรุป พยานอาญา ป.วิ.อ.มาตรา 226
มาตรา ๒๒๖ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน
มาตรา ๗๘ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
(๑) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐
(๒) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
(๓) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา ๖๖ (๒) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
(๔) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา ๑๑๗
มาตรา ๙๒ ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน หรือมีเสียงหรือพฤติการณ์อื่นใดอันแสดงได้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในที่รโหฐานนั้น
(๒) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
(๓) เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น
(๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
(๕) เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา ๗๘
การใช้อำนาจตาม (๔) ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้ค้นส่งมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่ผู้ครอบครองสถานที่ที่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้นในทันทีที่กระทำได้ และรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป
1164/2546 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอความยินยอมจาก น. มารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนทำการค้น แสดงว่าการค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของ น. แม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบไม่ นอกจากนี้ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนเมทแอมเฟตามีนออกไปนอกหน้าต่าง อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิด ซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1),92(2) เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้
(ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดเจนว่าเจ้าพนักงานซึ่งไม่มีหมายค้นได้ขอความยินยอมเจ้าของที่รโหฐานซึ่งให้ความยินยอมโดยสมัครใจเพราะไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้ "ขู่เข็ญ" หรือ "หลอกลวง" ให้เจ้าของให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด โดยศาลฎีกากล่าวว่า "แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่" มีข้อสังเกตว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่า เป็นการค้นที่ชอบ เพราะจะเป็นการค้นที่ชอบต้องมีหมายค้น โดยศาลฎีกาใช้คำว่า "หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใด" ดังนั้น พยานหลักฐานที่ได้จากการค้นจึง "รับฟัง" ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226)
หมายเหตุท้ายฎีกา โดย อ.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
ในเรื่องความรับผิดในทางอาญานั้น มีหลักว่า หากยินยอมให้มีการกระทำเช่นหญิงที่อายุเกินสิบห้าปียอมให้ชายร่วมประเวณีด้วยโดยสมัครใจ การกระทำของชายก็ไม่เป็นข่มขืนกระทำชำเรา หรือหากผู้ครอบครองทรัพย์อนุญาตให้ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปการกระทำก็ไม่เป็นการแบ่งการครอบครองจึงไม่เป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น การกระทำก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หรือหากผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการเข้าไป ผู้ที่เข้าในที่รโหฐานนั้นก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกเป็นต้น กรณีต่าง ๆ เหล่านี้ การกระทำไม่เป็นความผิดเพราะ "ขาดองค์ประกอบภายนอก" เช่น กรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์อนุญาตให้เอาไป ผู้ที่หยิบทรัพย์นั้นไปไม่ผิดฐานลักทรัพย์ โดยถือว่า ไม่มีการ "เอาไป" เพราะ "เอาไป" หมายความว่า เอาไปโดยการแย่งการครอบครอง
ในเรื่องความรับผิดในทางอาญานั้น ยังมีความยินยอมอีกประเภทหนึ่งซึ่งต่างกับกรณีข้างต้น ความยินยอมในกรณีหลังนี้ เป็นความยินยอมที่ทำให้การกระทำของผู้กระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้ว ไม่เป็นความผิด เช่นการที่แพทย์ตัดขาคนได้โดยคนไข้ยินยอมเพื่อรักษาโรคร้าย การกระทำของแพทย์ "ครบองค์ประกอบภายนอก"ของความผิดฐาน "ทำร้ายรับอันตรายสาหัส" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297แล้ว แต่แพทย์ไม่ต้องรับผิดเพราะความยินยอมดังกล่าวของคนไข้ ยกเว้นความผิดให้แก่แพทย์ได้ เพราะมี "หลักกฎหมายทั่วไป" ว่า หากความยินยอมไม่ขัดต่อสำนึกในศีลธรรมอันดี และเป็นความยินยอมที่มีอยู่จนถึงขณะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดความยินยอมนั้นยกเว้นความผิดได้ (ฎีกาที่ 1403/2508)
ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น "ความยินยอม" เป็นอีกความหมายหนึ่ง เพราะเป็นประเด็นเรื่องการ "รับฟัง" พยานหลักฐาน เช่น ผู้ต้องหาที่ยินยอมให้การรับสารภาพแก่พนักงานสอบสวน คำรับสารภาพนั้นจะ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้ต้องหานั้นซึ่งต่อมาตกเป็นจำเลยได้หรือไม่ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226
เป็นที่เข้าใจกันโดยตลอดว่า สิทธิต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญานั้น โดยหลักแล้ว "ผู้ทรงสิทธิ" ย่อม"สละสิทธิ" นั้น ๆ ได้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติโดยแจ้งชัดห้ามการสละสิทธิ เช่นรัฐธรรมนูญมาตรา 243 ให้ "สิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา" ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนได้โดยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 169 แต่หากผู้ต้องหายินยอมสละสิทธิดังกล่าวโดยการรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน คำรับสารภาพนั้นก็ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้ต้องหานั้น ซึ่งต่อมาตกเป็นจำเลยในคดีนั้นได้
อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายบัญญัติห้ามการสละสิทธิผู้ทรงสิทธิก็ไม่อาจสละสิทธินั้นได้ เช่น สิทธิที่จะมีทนายความในชั้นพิจารณาในคดีที่มีโทษประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จำเลยไม่อาจสละสิทธินั้นได้ แต่หากเป็นคดีที่มีโทษจำคุก จำเลยย่อมสละสิทธินั้นได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 173 วรรคสอง เป็นต้น
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้สิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการเช่น สิทธิที่จะไม่ถูก "ค้น" ที่รโหฐาน เว้นแต่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลหรือเว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นเช่นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 เป็นต้น
ประเด็นก็คือ ผู้ทรงสิทธิ ซึ่งได้แก่ "ผู้ครอบครอง" ที่รโหฐาน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 ใช้คำว่า "ผู้ครอบครอง") จะสละสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ กล่าวคือ ในกรณีที่ต้องมีหมายค้น แต่เจ้าพนักงานไม่มีหมายค้น แต่ผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้น จะถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในแง่ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากเป็นการค้นที่ไม่ชอบพยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นก็ถือว่าได้มา "โดยมิชอบประการอื่น" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ทำให้ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้ตรงกันข้าม หากไม่ถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบ พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นนั้น ก็รับฟังได้
มีข้อสังเกตว่า หากกฎหมายบัญญัติว่าต้องมีหมายค้น "การค้นที่ชอบ" คือการค้นโดยมีหมายค้นเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้น การค้นนั้นจะเรียกว่าเป็นการค้นที่ชอบไม่ได้ จะต้องพิจารณาแต่เพียงว่า "จะถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" หรือไม่เท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ จึงเป็นการยืนยันหลักที่เข้าใจกันมาโดยตลอดว่า สิทธิต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญานั้นโดยหลักแล้ว "ผู้ทรงสิทธิ" ย่อมสละสิทธิได้ เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกค้นที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 268 บัญญัติไว้
ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดเจนว่าเจ้าพนักงานซึ่งไม่มีหมายค้นได้ขอความยินยอมเจ้าของที่รโหฐานซึ่งให้ความยินยอมโดยสมัครใจเพราะไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้ "ขู่เข็ญ" หรือ "หลอกลวง" ให้เจ้าของให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด โดยศาลฎีกากล่าวว่า "แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่" มีข้อสังเกตว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่า เป็นการค้นที่ชอบ เพราะจะเป็นการค้นที่ชอบต้องมีหมายค้น โดยศาลฎีกาใช้คำว่า "หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใด" ดังนั้น พยานหลักฐานที่ได้จากการค้นจึง "รับฟัง" ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226
มีข้อสังเกตว่า ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่านอกจากจะถือว่าเจ้าของที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้นแล้วเจ้าพนักงานยังมีอำนาจค้นโดยอาศัยเหตุอื่นอีก กล่าวคือเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(2) ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเคร่งครัดมากว่า การค้นที่รโหฐานต้องมีหมายค้นที่ออกโดยศาล ยังยอมรับหลักในเรื่องความยินยอมให้ค้น โดยศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินไว้ในคดี Schnecklothv.Bustamonte412U.S218(1973) ว่า เจ้าพนักงานมีอำนาจค้นได้โดยไม่มีหมายหากมีการให้ความยินยอมโดยสมัครใจ(voluntary) และโดยเข้าใจ (intelligent)
เมื่อยอมรับหลักในเรื่องการค้นโดยความยินยอมแล้วประเด็นที่ตามมาก็คือ ความยินยอมนั้นเป็นความยินยอมโดย "สมัครใจ" หรือไม่ ประเด็นต่อมาก็คือใครบ้างที่มีอำนาจให้ความยินยอม
สำหรับประเด็นเรื่อง "ความสมัครใจ" นั้น คงไม่ต่างไปจากกรณีคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ซึ่งศาลได้วินิจฉัยประเด็นนี้มามากมายแล้ว
ส่วนประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจให้ความยินยอมนั้น คงไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าของที่รโหฐานเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 ก็ให้เจ้าพนักงานค้นต่อหน้า "ผู้ครอบครอง" สถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น ก็น่าจะถือเป็นแนวทางได้ว่าบุคคลเหล่านี้ให้ความยินยอมได้นอกเหนือจากเจ้าของที่รโหฐาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาในคดี Illinoisv.Rodriguez,497U.S. 177(1990) วินิจฉัยถึงขนาดที่ว่า พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นโดยไม่มีหมายค้นรับฟังได้ แม้ผู้ให้ความยินยอมในการค้นอพาร์ทเมนท์จะเป็นแต่เพียงเพื่อนหญิงของผู้ครอบครองซึ่งมิได้พักอาศัยในสถานที่นั้นก็ตาม เพราะผู้ให้ความยินยอมมีกุญแจไขเข้าห้องสู่ห้องพักได้และกล่าวต่อเจ้าพนักงานว่าสถานที่นั้นคือ "อพาร์ทเมนท์ของเรา"(ourapartment)
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
|