พยานบอกเล่า
กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่9 สมัยที่ 68
**************
ความหมายของพยานบอกเล่า
ป.วิ.พ. มาตรา ๙๕/๑ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ บัญญัติความหมาย ของพยานบอกเล่าไว้ตรงกันว่า ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมา เบิกความหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งได้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลก็ดี หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้นให้ถือเป็นพยานบอกเล่า มีข้อพิจารณาในนิยามหรือความหมายของพยานบอกเล่าตามมาตราทั้งสองดังต่อไปนี้
ข้อ ๑. พยานบอกเล่าตามนิยามนี้อาจเป็นได้ทั้งพยานบุคคล พยาน เอกสารหรือพยานวัตถุ ซึ่งแตกต่างไปจากบทบัญญัติในมาตรา ๙๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม คือเดิมตอนที่ยังไม่มีบทบัญญัติชัดเจนเขาถือกันว่า มาตรา ๙๕ (๒) คือการห้ามรับฟังพยานบอกเล่า แต่มาตรา ๙๕ (๒) อยู่ภายใต้มาตรา ๙๕ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องพยานบุคคล ในมาตรา ๙๕ ไม่ได้พูดถึงเรื่องพยานประเภทอื่นเลย ตอนนั้นก็เลยมีข้อสงสัยว่า หลักเรื่องพยานบอกเล่าเอาไปใช้กับพยานเอกสารหรือพยานวัตถุด้วยได้หรือไม่ แต่ในนิยามใหม่ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๙๕/๑ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ ชัดเจนว่าพยานบอกเล่าปรากฏได้ในหลายรูปแบบตรงที่เขาบอกว่าการบอกเล่าซึ่งพยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลก็ดี ซึ่งคือพยานบอกเล่าที่เป็นบุคคล การบอกเล่าที่บันทึกไว้ในเอกสารซึ่งได้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลก็ดี ซึ่งคือพยานบอกเล่าที่เป็นพยานเอกสาร หรือการบอกเล่าที่บันทึกไว้ในวัตถุอื่นใด ซึ่งได้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลก็ดี ซึ่งนี้คือพยานบอกเล่าที่เป็นพยานวัตถุ พยานบอกเล่า ที่เป็นบุคคลเรานึกภาพออกเรารู้อยู่แล้วว่าการเล่าเรื่องต่อๆ กันคนที่รับฟังมาก็เป็นพยาน บอกเล่า พยานเอกสารก็ไม่น่าจะนึกยาก พยานเอกสารส่วนใหญ่ถ้าเป็นการบันทึกข้อมูลในอดีตจะเป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น เพราะพยานเอกสารเกิดเองไม่ได้ ต้องมีคนทำ และคนทำก็คือผู้บอกเล่า พยานวัตถุที่เป็นพยานบอกเล่าก็ขอให้นึกถึงเทปบันทึกเสียง คนที่ไปประสบพบเห็นเหตุการณ์มาเขาอาจจะมาถ่ายทอดไว้ที่ คนก็คือเล่าให้อีกคนหนึ่งฟัง บันทึกไว้ในเอกสารหรือบันทึกไว้ในเครื่องบันทึกเสียงก็ได้ จริงๆ แล้วทั้งสามอย่าง มีความน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือในระนาบเดียวกัน แต่ก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยไปคนละอย่าง ในแง่ที่ว่ามีความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงที่เบิกความสามอย่างนี้ระนาบเดียวกันก็คือว่าไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดรับการถ่ายทอดมาอีกทีหนึ่ง แต่ว่าพยานเอกสารก็มีความแน่นอนมากกว่าพยานบุคคลซึ่งหลงลืมได้ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตหรือข้อพิจารณาประการแรกก็คือว่า พยานบอกเล่านั้นอาจเป็นได้ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ ความหมายแบบนี้ เป็นความหมายที่ทันสมัยและเป็นสากล เพราะใน Common law ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่อง ความคิดเกี่ยวกับพยานบอกเล่า ในปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงพยานบอกเล่าเขาก็ไม่ได้ยึดติดอยู่ กับรูปแบบของพยานหลักฐานแล้ว แต่เขาเน้นไปที่ข้อความซึ่งมีการนำมาพิสูจน์ความจริง ข้อความนั้นจะไปอยู่ในสมองของคนหรือจะไปอยู่ในกระดาษเอกสารหรือไปอยู่ในเทปบันทึกเสียงก็ได้ทั้งสิ้นไม่จำกัดรูปแบบ เมื่อก่อนนี้พยานบอกเล่ามีกำเนิดมาจากพยานบุคคลที่ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงเอง และฟังมาอีกทอดหนึ่งเพราะฉะนั้นในระยะต้นๆ เวลาพูดถึงพยานบอกเล่าทุกคนก็จะนึกถึงพยานบุคคลไปจำกัดอยู่ในรูปแบบ ถามว่าพยานบอกเล่าคืออะไรเขาก็จะพูดถึงคนก่อนเลยที่เบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ตัวเองไม่ได้รู้เห็นมาโดยตรง แต่ปัจจุบันถ้าถามว่าพยานบอกเล่าคืออะไรคำตอบจะเปลี่ยนก็คือเขาจะพูดว่า พยานบอกเล่าคือข้อความ ซึ่งใน Common law เรียกว่า statement ส่วนสหรัฐอเมริกา เรียกว่า assertion
ข้อ ๒. พยานบอกเล่าหมายถึงข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าของประจักษ์พยาน ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งฟังและบุคคลที่รับฟังนั้นมาเบิกความในศาล หรือ พยานบอกเล่าของประจักษ์พยานที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือบนทึกไว้ในวัตถุอื่นใด เช่น เทปบันทึกเสียง เครื่องคอมพิวเตอร์และมีการนำเอกสารหรือวัตถุนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล ที่ใช้คำว่า ประจักษ์พยาน พวกเราอาจจะใช้อีกคำหนึ่งแทนได้ว่าผู้บอกเล่าประจักษ์พยานหรือผู้บอกเล่าต้องเป็นคนเสมอ ต้นตอที่สัมผัสกับเหตุการณ์ จะเป็นคนแล้วมาถ่ายทอดลงในสื่อต่างๆถ่ายทอดลงในคนก็ได้ ในเอกสารก็ได้ ในวัตถุก็ได้ คำว่าข้อความหมายถึงการสื่อสารถึงคนอื่นเพราะฉะนั้นข้อความจะเป็นการพูดด้วยวาจาหรือการบันทึกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแม้แต่การแสดงกิริยาท่าทางซึ่งสื่อความหมายก็เป็นข้อความได้ การพยักหน้าแสดงอาการยอมรับ การส่ายหน้าแสดงอาการ ปฏิเสธ การชี้มือไปที่คนเพื่อระบุตัวเป็นข้อความได้ เพราะฉะนั้นคนที่มาเห็นการพยักหน้า การส่ายหน้า ชี้มือไปที่คนของผู้บอกเล่าก็เป็นพยานบอกเล่าได้โดยเขาไม่ต้องพูดด้วยวาจา ไม่ต้องเขียนเป็นหนังสือก็ได้ เพราะเหตุนี้ในกฎหมายอเมริกันถึงใช้คำว่า assertion แทน คำว่า statement เพราะเขากลัวว่า statement จะไม่คลุมถึงการแสดงกิริยาท่าทางที่สื่อความหมาย
ข้อที่ ๓. การที่กฎหมายบัญญัติให้พยานบอกเล่าต้องเป็นข้อความ ซึ่ง เป็นการบอกเล่านั้นน่าพิจารณาว่าผู้ร่างประสงค์จะให้สิ่งที่เป็นพยานบอกเล่ามีขอบเขตจำกัดหรือไม่ อย่างไร เพราะคำว่าเป็นข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าสื่อความหมายว่าเป็นการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผู้บอกเล่าพบเห็นมาจึงจะเป็นบอกเล่า ดังนั้นการที่บุคคลบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น การทำสัญญาทั้งหลาย ข้อตกลงในสัญญาไม่ใช่การบันทึกเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นการบันทึกข้อตกลงในปัจจุบันและเรื่องที่จะทำในอนาคต ถามว่าสัญญาหรือเอกสารสัญญาซึ่งคู่สัญญาสองฝ่ายร่วมกัน บันทึกไว้เป็นพยานบอกเล่าหรือไม่ โดยส่วนตัวอาจารย์คิดว่าไม่ใช่ ใน common law ข้อความในสัญญาที่คนทำกันขึ้นก็อาจจะเป็นพยานบอกเล่าได้แต่เขาจะไปออกทางข้อยกเว้น ของเราคิดว่าข้อตกลงหรือสัญญาทั้งหลายเป็นเอกสารหรือเป็นความตกลงไม่น่าจะถือเป็นพยานบอกเล่า ของเราถ้าดูเจตนารมณ์แล้วค่อนข้างชัดเจนว่าหมายถึงเรื่องที่เกิด ในอดีตที่มีคนไปประสบพบเห็นแล้วมาเล่าสู่กันฟังหรือมาบันทึกไว้เป็นเรื่องเป็นราว แต่นี่เป็นเพียงความเข้าใจส่วนตัว ยังไม่มีบรรทัดฐานหรือยังไม่มีการวินิจฉัยที่แน่นอน ตัวอย่าง เช่น แดงประสบเหตุที่ดำและขาวขับรถชนกัน แดงมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขียวฟัง เขียวเป็นพยานบอกเล่าหรือแดงมาบันทึกในสมุดบันทึกส่วนตัวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือ พูดอัดเสียงไว้ในเทป ดังนี้เป็นพยานบอกเล่า
ข้อที่ ๔. คำให้การชั้นสอบสวนของผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์มาให้ปากคำ กับพนักงานสอบสวนในฐานะพยานหรือคำให้การของผู้ต้องหาเป็นพยานบอกเล่า ตามความหมายของวิอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ ปัญหาในอดีตที่เคยถกเถียงกันว่าบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเป็นเอกสารซึ่งพยานหรือผู้ต้องทำขึ้นหรือเป็นเอกสาร ซึ่งพนักงานสอบสวนทำขึ้นก็จะแทบไม่มีความสำคัญหรือมีนัยสำคัญต่อไป เพราะไม่ว่าจะถือว่าใครทำขึ้นคำให้การชั้นสอบสวนก็เป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าถ้าถือว่าพยานทำขึ้นก็เป็นพยานบอกเล่าทอดเดียว ถ้าถือว่าพนักงานสอบสวนเป็นคนทำขึ้น ก็เป็นพยานบอกเล่าสองทอด แต่ว่าทอดเดียวหรือสองทอดก็เป็นพยานบอกเล่าเหมือนกัน พวกเรานึกภาพคำให้การชั้นสอบสวนของพยาน พนักงานสอบสวนเขาเรียกคนที่รู้เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำเขาจะซักถามไป เสร็จแล้วเขาก็จะทำบันทึกคำให้การเป็นคำถาม คำตอบ ตำรวจเขาจะถามพยานรู้เห็นเหตุการณ์อะไรบ้าง พยานก็ตอบด้วยวาจา พนักงานสอบสวนก็จะบันทึกตามที่พยานตอบ พอเสร็จก็จะมีลงชื่อผู้ให้ปากคำ และ ก็ลงชื่อพนักงานสอบสวนผู้บันทึก ถ้าถือว่าเอกสารอันนี้ผู้ให้ปากคำเป็นคนทำขึ้น พวกเราสงสัยว่าทำขึ้นได้อย่างไร พนักงานสอบสวนเป็นคนเขียน แต่มีวิธีการทำอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการถือเอาเอกสารเป็นของตน การที่เขาลงชื่อว่าเขาเป็นคนให้การก็มีน่าคิดว่าเขาเป็นคนทำหรือไม่ หรือเขาเป็นคนบอกเล่าให้พนักงานสอบสวนฟังแล้วพนักงานสอบสวนก็บันทึกลงไว้ในเอกสาร ที่ให้เขาเซ็นชื่อเพียงเพื่อให้รับรองความถูกต้องแต่ไม่ได้เปลี่ยนสภาพของเอกสารที่ว่าพนักงานสอบสวนเป็นคนทำ แต่ฟังดูแล้วความเห็นที่สองจะเข้าท่ากว่าเพราะตรงความจริง ความจริงผู้ให้ปากคำไม่ได้ทำเลยเอกสารนี้ แล้วบางทีพนักงานสอบสวนก็ถือโอกาสใส่ข้อความที่เขาไม่ได้ให้การลงไปด้วย จะว่าเขาทำได้อย่างไร จริงๆ ก็เป็นเอกสารซึ่งพนักงานสอบสวนทำขึ้นจากการฟังจากการบอกเล่าของ ผู้ให้ปากคำหรือของพยานนั่นเอง
ข้อที่ ๕. การอ้างอิงนำสืบข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าในศาลไม่ใช่จะเป็นพยานบอกเล่าเสมอไปแต่จะต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการนำพยานเข้าสืบด้วย ดังที่มาตรา ๙๕/๑ และ ๒๒๖/๓ บัญญัติไว้ในตอนท้ายว่า หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความถึงจะถือว่าเป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้านำสืบในวัตถุประสงค์อื่นก็คือนำสืบว่ามีการกล่าวข้อความนั้นจริง หรือที่เขาเรียกว่าเป็นการนำสืบความมีอยู่เป็นอยู่ของข้อความ กรณีนี้ไม่ใช่พยานบอกเล่า ตัวอย่างเช่น โจทก์ฟ้องดำในข้อหาหมิ่นประมาท โดยกล่าวหาว่าดำได้พูดกับขาวว่าแดงเป็นข้าราชการทุจริตชอบรับสินบน และโจทก์ก็อ้างขาวเป็นพยาน ดังนี้การที่ขาวมาเบิกความว่าดำพูดว่าแดงเป็นข้าราชการทุจริตรับสินบน ก็เพื่อพิสูจน์ว่าดำพูดข้อความเช่นนี้จริงๆ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดี แต่ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าแดงเป็นข้าราชการทุจริตจริงหรือไม่ คดีนี้เป็นการฟ้องหมิ่นประมาทไม่ใช่ฟ้องเรื่อง เจ้าพนักงานทุจริต ดังนั้นขาวจึงเป็นประจักษ์พยานไม่ใช่พยานบอกเล่า
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๖/๒๔๘๘ โจทก์ขอสืบพยานข้อที่จำเลยรับต่อตำรวจว่าได้สมคบลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นไม่ให้สืบโดยวินิจฉัยว่าเป็นพยานบอกเล่า ศาลอุทธรณ์ เห็นว่าเป็นพยานโดยตรงพิพากษากลับให้สืบได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อที่ว่าจำเลยได้พูดเช่นนั้น กับตำรวจผู้ไปจับหรือไม่เป็นพยานหลักฐานชั้นที่หนึ่ง เพราะตำรวจซึ่งจะมาเบิกความเป็นผู้ได้ยินจำเลยกล่าวเอง แต่ในข้อที่ว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่เป็นพยานบอกเล่าเพราะการที่จำเลยมาบอกกับตำรวจว่าตนสมคบกับคนอื่นลักทรัพย์ จำเลยจะได้สมคบลักทรัพย์จริงหรือไม่ตำรวจไม่ได้รู้เห็น เป็นแต่ได้ทราบจากคำของจำเลย ความประสงค์ของโจทก์ในคดีนี้ที่ขอสืบก็เพื่อให้เห็นว่าจำเลยได้สมคบ ลักทรัพย์จริง ฉะนั้นคำของตำรวจที่จะสืบในทางนี้จึงเป็นพยานบอกเล่า หาใช่พยานชั้นหนึ่งดังศาลอุทธรณ์เข้าใจไม่ แต่ถึงจะเป็นพยานบอกเล่าก็ไม่ใช่รับฟังไม่ได้ดังศาลชั้นต้น เข้าใจเพราะคำของจำเลยเป็นถ้อยคำซึ่งปรักปรำตนเอง
ข้อที่ ๖. คำบอกเล่าที่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์อันเป็นประเด็นของคดี หรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นแห่งคดี ที่ศาลเคยวินิจฉัยว่าถ้าเป็นการร้องบอกขณะเกิดเหตุ หรือระยะใกล้ชิดติดพันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ผู้บอกเล่าไม่มีเวลาคิดแต่งเรื่อง ไม่ถือเป็นพยานบอกเล่านั้น อาจารย์เห็นว่าเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายและกำหนดนิยามของพยานบอกเล่าเช่นนี้แล้ว คำบอกเล่าลักษณะนี้น่าจะถือเป็นพยานบอกเล่า แต่เป็นพยานบอกเล่าที่จะรับฟังได้ตามข้อยกเว้นต่อไป
|